หนังสือหนังหา : โลกแสนวิเศษ

54-01-12

ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ สักวันจะได้เจอกับเรื่องดีๆ ในสักที่แน่ๆ บนโลกแสนวิเศษอันอ่อนโยนแต่น่าเศร้า สนุกสนานแต่ขมขื่นและไร้แก่นสารเป็นที่สุด ที่พวกเรามีชีวิตอยู่

-คัดจากท้ายเล่ม / โลกแสนวิเศษ –

ทุกครั้งที่ประตูบานแรกของบ้านถูกเปิดออก เขาจะพบเห็นหญิงคนรักอุ้มทารกน้อยวัยยังไม่ทันพ้นปีรออยู่ ความรู้สึกของเขาขณะนั้นไม่ต่างจากนักบินอวกาศที่กำลังย่างเท้าแตะพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

“มันคือโลกใหม่” เพื่อนของข้าพเจ้ากล่าวหลังจากมีเพื่อนรวมอุดมการในการพูดคุยถึงเรื่องเด็กๆ ในบ้าน ข้าพเจ้าได้แต่เพียงนิ่งฟังคนทั้งสอง ตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม แล้วคิดถึงการตูนเล่มหนึ่ง

จริงหรือไม่ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ มีขนาดทางจิตใจไม่เท่ากัน

ข้าพเจ้าหมายถึงการรับรู้ต่อโลกของแต่ละคน เกี่ยวเก็บบริเวณเนื้อที่ไม่เท่ากัน บ้างกว้างไกลสุดสายตา บ้างเล็กแคบเพียงไม่กี่ฝ่ามือ และในโลกทั้งหลายในใบเดียวกันนี้ มีบริเวณที่ทาบเกี่ยวกันเป็นชายแดนพิพาทอยู่มากมายไม่รู้เป็นกี่บริเวณ

บางพื้นที่ตกลงและอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ ต้องทนทุกข์สุมไฟให้ร้อนอยู่ นั่นก็เป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ในการใช้โลกใบนี้ร่วมกัน (แม้เราจะมีโลกใบส่วนตัวเป็นของตัวเอง)

‘โลกแสนวิเศษ’ เป็นการตูนเรื่องสั้นจบเนื้อหาเรื่องเป็นตอนๆ ว่าด้วยเรื่องของการมองชีวิตเป็นหลักใหญ่ จุดพลิกผันของการดำรงชีวิตบางครั้งเริ่มต้นจากประกายความคิดเล็กๆที่แวบอยู่ตรงส่วนลึกสุดของหลุมดำเท่านั้น – หากคุณสามารถมองเห็นมันและสัมผัสมันได้ คุณจะพบกับโลกใบใหม่

แต่ก็ไม่ทุกครั้งหรอกที่แสงที่ว่าจะสองวามวับเข้ามาจับที่สายตาเราทุกคน บางครั้งตั้งผ่านความอดทนเคี้ยวกรำต่างๆนานา ดั่งคำคมที่ว่า ความหวัง ความฝันหยิบยืมกันได้ มีเพียงความพยายามเท่านั้นที่เป็นของใช้ส่วนตัว นี่คือโทนเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้

ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ หากอ่านไปได้สักระยะ และได้ลองสังเกตุบริบทของเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ จะพบว่า ตัวละครในแต่ละเรื่องนั้น มีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ และสรุปสุดท้ายของเล่มจบ ผู้เขียนได้เขียนแผนที่ของเมืองทั้งหมดให้เราได้เห็นว่า ไม่ว่าโลกใบนี้จะมีโลกส่วนตัวของแต่ละคนที่เป็นเรื่องสั้นเรื่องราวหนึ่ง แต่ในทุกๆเรื่องนั้น เกิดขึ้นในพื้นที่อาณาบริเวณเคียงกัน ตัวละครทุกตัวเดินผ่านไปมาในบริเวณของเรื่องสั้นเรื่องอื่นๆ เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ต้องอยู่ร่วมกัน

‘บนโลกแสนวิเศษอันอ่อนโยนแต่น่าเศร้า’ บางครั้งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ อาจสอนให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน มากกว่าการได้ครอบครองเป็นของส่วนตัว

“ถ้ามึงมีบ้าง มึงจะรู้สึกเหมือนกู”

เพื่อนข้าพเจ้าตบท้ายประโยคด้วยการยกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งครั้ง ก่อนที่เราจะอาศัยพื้นที่ทับซ้อนพูดคุยถึงงานอื่นๆ กันต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: