เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง ถึง พหุพจน์ บุรุษที่สาม

 

dzn_stuff-we-likecompsq1

เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง ถึง พหุพจน์ บุรุษที่สาม

review by (…)

อากาศร้อนอย่างกับว่าไม่เคยคิดปรานีต่อผู้คน ข้าพเจ้าก็คน จึงร้อนรนจนนึกอยากเขียนเรื่องราวเรื่องหนึ่งขึ้นมา

    เป็นเรื่องราวของ ‘ข้าพเจ้า’ ผู้หนึ่ง ‘ข้าพเจ้า’ อันเป็นพหุพจน์บุรุษอันเป็นที่สาม ซึ่งในเรื่องราวต่อจากนี้ ขอให้ทำความเข้าใจเสียด้วยโดยพร้อมกันว่า ‘ข้าพเจ้า’ ที่ปรากฏขึ้นในบรรทัดใหม่ของย่อหน้าแรกลำดับต่อจากนี้นั้น มิได้เป็นข้าพเจ้าที่กำลังตอกนิ้วนิ่มนวลผ่านอุปกรณ์ทันสมัยที่ใช้กันมาหลายสิบปี

    ข้าพเจ้ากำลังนั่งอ่านหนังสือ เป็นหนังสือที่เล่มเล็ก แต่ออกหนาเล็กน้อยสำหรับสติปัญญาสามัญที่ไม่ค่อยอยู่ประจำบ้านเสียเท่าไรที เนืองเหตุอันมาจากปัญญาข้าพเจ้าที่มี มักหายไปพร้อมกับสติ และ สตางค์ ไม่มีสตางค์ จึงเริ่มไร้สติ ไร้สติแล้วจึงสุดที่จะพบเห็นซึ่งปัญญา

    เอนกายจนกายาติดแนบแผ่นฝาห้องนอน ก็พลันนึกตรึกตรองข้อความตามในหนังสือว่า เอ – ข้าพเจ้าน่าจะทำอะไรเสียสักอย่างเพื่อเรียก สตางค์และสติกลับคืนมาเสียบ้าง

    คิดได้ดังนั้นพลันวางหนังสือลงไปกองรวมกับหนังสืออื่นอีกหลายเล่ม หยิบสมุดดินสอขึ้นมาจารจรด จดลงบนกระดาษสีขาวนวลเหมือนนมมารดา อันว่างเปล่า ได้อักษราบางอย่างมาประดับความว่างอันกล่าวไว้ข้างต้น เขียนไปราว สามสี่ – – ห้าบรรทัด นิ่งนึกและขบความคิดเล็กน้อยก่อนที่จะเขียนอย่างอื่นๆ ต่อไปอีกหลายต่อหลายบรรทัด

    ค่ำคืนผ่านไปไวเหมือนเดิม ซึ่งวันนี้ก็ไม่ได้ไวไปกว่าเมื่อวันวาน เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้านั่งอ่านต้นฉบับนิยายเรื่องล่า ที่ข้าพเจ้าเขียนจบไปอย่างสด ซึ่งมิทันหมาดน้ำหมึกเท่าไรนัก อ่านวนไปมาจนเริ่มเวียนหัวปวดตาเกรงว่าจะลามขยายไปถึงเนื้อตัว จึงเร่งยัดปึกกระดาษที่เปื้อนหมึกพิมพ์สีดำลงไปในซองเอกสารสีน้ำตาล โทรศัพท์หาใครบางคน

ปลายสาย คู่สนทนาคือเกลอเก่าแก่แต่พองามของข้าพเจ้า เคยใช้สอยกันนักต่อนักในยามขัดสนจนปัญญาและเงินตรา อย่างหลังไอ้เกลอเก่าไม่ค่อยสะดวกใจให้ความช่วยเหลือนัก แต่ก็มักจิตใจโอนอ่อนด้วยวาทะคารมข้าพเจ้า

    "สวัสดียามเช้าสหาย ก-อู เอ้ย! ฉันมีเรื่องราวอยากนำเสนอ" ข้าพเจ้าเปิดเกมอย่างเจนเวที

    "ขณะนี้ไม่ว่าง! กรุณาติดต่อกลับมาใหม่" จากนั้นมันวางสายอย่างมีชั้นเชิงเช่นเดียวกัน

    ข้าพเจ้ารับทราบคำตอบเช่นนั้น ก็หาได้รีรอ เข้าห้องน้ำผลัดผ้าเตรียมตัวออกไปหาคู่สนทนาที่เพิ่งจะตัดไมตรีมาไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น เรื่องแบบนี้จำต้องพูดจากันถึงเนื้อถึงตัว จึงจะได้เรื่องราว

ข้าพเจ้าเดินเท้าผ่านร้านค้าบ้านช่องแล้วอดมองตามแผงหนังสือมิได้ ข้าพเจ้าจึงหยุดยืนมองว่าขณะนี้มีเล่มใดไหนบ้างที่น่าสนใจ เห็นหนังสือเรียงรายเป็นชั้นๆ มีป้ายโฆษณาว่า อันนั้นขายดี อันนี้ได้รางวัล หรือไม่ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ทรงคุณความรู้ที่รู้จักกันมากหลาย ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงคำเล่าเก่าแก่ของ ฮิวเมอริสต์มิได้

    ฮิวเมอริสต์คือใคร? ฮิวเมอริสต์หรือ ครูอบ ไชวสุ นักเขียนรุ่นเก่าคราวปู่ผู้เขียนเรื่องราวแนวขบขันจนพลันต้องขบคิดตามไปกับเรื่องราวบ้านเมืองและครัวเรือนที่ท่านเขียนสอดแทรกไว้อย่างแนบเนียน นามปากกาท่านได้มาแต่ตอนที่เป็นกลุ่มผู้จัดตั้งสำนักสุภาพบุรุษเมื่อ พศ.๒๔๗๒

    ศรีบางลำพู หรือเรียกอีกนามว่ากุหลาบ สายประดิษฐ์ได้ตั้งชื่อนี้ให้ท่านโดยหวังใจให้เขียนเรื่องราวชวนขันประดับบรรณพิภพ

    ฮิวเมอริสต์กล่าวว่าอย่างไร? ท่านไม่ได้กล่าว เพียงแต่เขียนเป็นเรื่องสั้นให้ข้าพเจ้าอ่านเอาไว้คิดเล่น เล่นยามว่าง

ว่า – ภาพยนตร์ดีดีมากันเยอะแยะ คนไม่จำเป็นต้องเดินทางอพยพ จึงไม่ต้องการอ่านหนังสือระหว่างทาง ไม่ต้องอยู่ในเรือกในสวน ซึ่งไม่มีอะไรจะทำจะบันเทิงนอกจากการอ่านหนังสือ และประการท้าย หนังสืออ่านเล่นแนวตลาดเรื่องใหญ่ยาวประเภทผ่อนส่ง โดยออกขายเป็นชนิดแผ่นรายวันห้าสิบสตางค์ขนาดหนังสือข่าว ออกกันเต็มแผงหน้าร้าน จนหนังสือข่าวไม่มีที่จะวาง ถูกรุกขึ้นไปแขวนอยู่บนราวเป็นระนาวเหมือนของร้านชำ

    ไม่มีใครพิมพ์อ่านเล่นเป็นเล่มจนกว่าหนังสืออ่านเล่นเป็นแผ่นจะล้มระเนระนาดไปตามลำดับไหล่ ซึ่งคงกินเวลาอีกหลาย – หลายเดือน

    ข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปตามสำนักพิมพ์ทุกแห่ง ตั้งแต่เช้าจรดเย็น สำนักพิมพ์ของคนไทยอ้วน คนไทยผอม คนไทยขาว คนไทยดำ หมดสำนักพิมพ์ของคนไทยแล้ว เข้าเวิ้งนาครเขษม สำนักพิมพ์ของเจ๊กอ้วน เจ๊กผอม เจ๊กขาว (เจ๊กดำไม่มี) เจ๊กยิ้ม เจ๊กบึ้ง เจ๊กจองหอง เจ๊กพูดดี เจ๊กหน้าแดง (เป็นสีเลือด) น้อย เจ๊กหน้าแดง (เป็นสีเลือด) มาก สำนักยิงเล็ก สำนักยิวใหญ่

    ไม่มีใครรับซื้อเรื่องข้าพเจ้าไว้พิมพ์เลย อ้างว่ากระดาษยังแพงบ้าง ค่าทำปกแข็งสู้ไม่ไหวบ้าง ตลาดเต็มที่บ้าง คนเอาสตางค์ไปดูหนังเสียหมดบ้าง เอเย่นต์หัวเมืองโกงไปเยอะบ้าง สรุปว่าข้าพเจ้าเข้าใจผิดคิดพลาดอย่างใหญ่หลวง…

    ข้าพเจ้าก็เช่นกัน อารมณ์ขณะนี้ไม่ต่างจากความคิดของคุณเอกพจน์ในเรื่องที่กรำเขียนหนังสือเพื่อค้าขายเอากำไรมาจุนเจือความหิวโหย ผิดเพียงแต่คุณเอกพจน์ใช้เวลาเขียนเรื่อง "หล่อจริงนะดารา งามตาจริงแม่สาวเอย" ถึงสามปี คำนวณวันเวลาการเขียนอย่างขบขันเป็นเวลาสามปี

    นับตั้งแต่เหตุการณ์ไทยแพ้ญี่ปุ่น ไทยแพ้ฝรั่ง ไทยแพ้แขก ไทยแพ้เจ๊ก ตลอดจนไทยแพ้ฝรั่งเศส สรุปโดยรวมแล้ว จนถึงปัจจุบัน แม้ไทยกำลังจะแพ้ภัยกันเอง การเดินเท้าไปนำเสนอต้นฉบับงานเขียนก็ยังคงยากกว่าการกินดินเป็นอาหารเช่นเคย

ในห้องทำงานเกลอเก่า  เสียงพัดลมดังคลอไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานเล็กๆ ที่ต้องทำงานพร้อมกันอาจเป็นเพราะอย่างใดอย่างหนึ่งทำงานได้ไม่ดีพอ แต่ห้องก็เงียบพอให้รู้สึกอึดอัด  เกลอบังเกิดเกล้านิ่งเงียบในท่ากอดหน้าอกตัวเองอยู่บนเก้าอี้ตรงกันข้ามกับข้าพเจ้า สีหน้าเคร่งขรึมแต่ไม่มากเท่าไร กระแอมไอเล็กน้อยก่อนกล่าวกับข้าพเจ้าว่า

    "เอ็งก็ต้องสร้างจุดขาย"

    "ยังไง?"

    ข้าพเจ้าถาม ทำนองสงสัยว่าจะเอาอะไรไปขายนอกจากตัวหนังสือ หน้าตาก็ไม่ได้ดีกว่าชาวบ้านร้านค้าทั่วไป สุ่มเสียงรึก็ขออย่าให้ได้ยินกันเลย จะพากันเลิกคบหากันเสียเปล่าๆ

    "อะไรก็ได้ ขอให้เป็นข่าว เอาแบบลงหน้าหนึ่งทีเดียวเชียว" มันพูดอีกครั้ง ย้ำให้ว่าข้าพเจ้าต้องหาคำตอบให้ได้ในตอนนั้น

    "สงสัยต้องไปกระโดดน้ำที่สะพานพุทธเสียกระมัง?" ข้าพเจ้าเย้ามันเล่น

    "เออ! เข้าท่า" มันดันรับลูก

    "เฮ้ย! อั๊วเย้าเล่นดอก!" ข้าพเจ้าเสียวสันหลังวาบ ความเย็นของน้ำจับไปถึงหัวใจ แม้จะยังไม่ได้โดดลงไปก็ตามที

    "เอ็งเคยกระโดดน้ำอยู่นี่ ก่อนจะมาเป็นนักเขียน" มันรับลูกไม่พอยังส่งเสริมลูกที่รับไว้อย่างต่อเนื่อง

    "นั่นมันกีฬาโว้ย!" ข้าพเจ้ายังรู้สึกหนาว ๆ

    "เออน่า ต่างกันตรงไหนเชียว เอ็งกระโดดน้ำ ตูม เปียก คนอื่นได้เหรียญทอง เอ็งไม่ได้อะไรเลย ตัวเปียกเสียเปล่า นี่- งานนี้ตัวเปียกไม่พอ ได้เรื่อง ออกข่าวหน้าหนึ่งไปเลย"

    "แล้วยังไงต่อ?"

    "ก็ดังไงวะ คนพูดถึงกันแต่ชื่อลื้อ หนังสือพิมพ์เสร็จวางแผงเขาก็เห็นชื่อลื้อเขาก็จะหยิบไปอ่าน อยากอ่านความคิดของไอ้คนที่มันกระโดดน้ำตาย"

    "นี่มันหลอกลวงชัดๆ" ข้าพเจ้าพูด ตบโต๊ะดังปัง!

    "เออ! หลอกลวง แล้วไงวะ – ความหิวสิของจริง มึงกินมันได้รึเปล่า ความหิวนะ?"

    ข้าพเจ้าสะอึก และมันพูดอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวแผนการตลาดที่มันอ่านเอาจากหนังสือชวนเชื่อให้ทำการทำงานให้ร่ำรวย ใครก็อยากสบาย ใครก็อยากรวย และที่แน่นอน ทางลัดมักเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หลายครั้งรถรามักติดอัดกันอยู่ในทางลัดสายเดียว…

    มืดลงทุกที ข้าพเจ้าเริ่มหิว และ นั่นเป็นความจริง

ขณะนั้นหลายทุ่มแล้ว ไม่รู้ว่าเท่าไร เสียดายนาฬิกาจะสูญ เลยไม่ได้ผูกเอาไปโดดน้ำด้วย ถึงกันน้ำได้ก็จริง แต่กันลอกคราบไม่ได้ เดินเอื่อยเอื่อยไปทางสะพานพุทธยอดฟ้า ยิ่งใกล้ก็ยิ่งแน่วแน่ใจว่า พอถึงก็จะกระโดดตูมเลย

    ครั้นถึงเชิงสะพานพร้อมกันก็เห็นชายคนหนึ่งเดินเลี้ยวมาขึ้นสะพานพร้อมกัน สูงต่ำดำขาวปานปานข้าพเจ้า ซ้ำแต่งกายเหมือนกันอีก แต่เครื่องแต่งกายเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เพราะเดี้ยวนี้ผู้ชายไทยไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่เศรษฐีสงคราม โดยมากก็แต่งชุดเวสต์ป๊อยกันทั้งนั้น แต่งกันทุกวันในวันอาทิตย์ ไม่เว้นแม้วันอาทิตย์  ข้าพเจ้าว่าจะทักเขาก่อนเพื่อบรรเทาความว้าเหว่ใจ  โดยในบริเวณนั้นก็ดูเหมือนมีแต่เราสองคนกับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเท่านั้น แต่เป็นเขาเองที่ทักทายข้าพเจ้าก่อน

    "คุณจะไปไหนครับ?" เขาถามขึ้น

    "ผมจะไปโดดน้ำตาย!" ข้าพเจ้าตอบเรียบเรียบ

    "อ๊ะ! ใจเดียวกันจริง ผมก็เหมือนกัน"

    เราต่างเดินไปสู่กลางสะพาน

    "เชิญคุณโดดก่อนสิครับ" ข้าพเจ้าพูดขึ้นเพราะเห็นว่าอย่างน้อยควรสละพื้นที่ให้คนที่ต้องการมันจริงๆ หาได้กำมะลอเพราะต้องการสร้างข่าวอย่างข้าพเจ้า หรืออีกนัยหนึ่ง ข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นได้ว่า หากเขากระโดดลงไปแล้ว ข้าพเจ้ากระโดดตามไปช่วยขึ้นมา 

    นั่นละประเด็น ข้าพเจ้าช่วยคนกระโดดน้ำตายก็เป็นข่าวได้เหมือนกัน คิดไปไม่ว่าทางไหนก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน

    "เชิญก่อนเถอะครับ คุณอาวุโสกว่า" เขาพูด

    ยังไงก็ได้ ข้าพเจ้าเตรียมตัวมาเพื่อการนี้อยู่แล้ว ข้าพเจ้าตอบเล่นสำนวนเขาไปบ้าง

    "ดีเหมือนกัน ผมโดดก่อน เพราะความเดือดร้อนของผมดูท่าจะมากกว่าของคุณ ลาละครับ"

    "ครับ สวัสดี" เขาตอบ

    ข้าพเจ้าไม่รีรอ กระโดดลงไป เสียงดัง ตูม เต็มสองหูข้าพเจ้า ข้าพเจ้าว่ายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เห็นเขายืนอยู่บนสะพาน ข้าพเจ้าโบกมือและตะโกนบอกเขาว่า

    "หนาวครับ"

    พูดจบข้าพเจ้ารู้สึกว่าขาข้าพเจ้ามันไม่ทำงาน ความเย็นกินข้าพเจ้าเข้าแล้ว ข้าพเจ้าอดหลับอดนอนมาหลายวันสำหรับนิยายเรื่องนี้ ร่างกายคงไม่พร้อมสำหรับการกระโดดน้ำ ‘ตายห่-า’ ข้าพเจ้าอยากพูดคำนี้อีกครั้ง แต่ร่างของข้าพเจ้าค่อยๆจมลงไปช้าๆ

    มีแต่ความเงียบ และความมืด

"หนาวครับ" ข้าพเจ้าคิด หวังว่าคงมีคนได้ยิน

***

หมายเหตุ : เนื้อหาบางส่วนในเรื่อง ยกมาจาก เรื่องสั้นเรื่อง ‘เอกพจน์บุรุษ์ที่หนึ่ง’ โดยในช่วงสุดท้ายได้ปรับเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราวในปัจจุบัน

book50_thumb1 เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง

รวมเรื่องสั้นบางเรื่องของฮิวเมอริสต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๒๙

งานเขียนเรื่องสั้นอารมณ์ขันสำนวนสวิง ขำกลิ่งและได้แง่คิด ทั้งระดับชาวบ้านร้านค้า หรือในระดับบ้านเมืองการเมือง  ทั้งการใช้ภาษา และรูปแบบการนำเสนอ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าอ่านก่อนจะไม่มีโอกาสได้อ่าน

เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยที่มีใจรักการอ่าน

One Response to เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง ถึง พหุพจน์ บุรุษที่สาม

  1. นภาพร อินทร พูดว่า:

    ดีค่ะ มีอีกแนวความคิดหนึ่งที่หลากกหลายมากค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: