Book review : ดอกฝนบานในวันหยุด

ขณะเวลานี้คือเวลาที่ดอกฝนเบ่งบานระใบไม้เขียว เป็นยามที่ผู้เขียนเอนตัวพักกายผ่อนอารมณ์ใต้เรือนระแนงไม้ อีกทั้งเป็นวันหยุดวันหนึ่งในอีกหลายวันที่ฝนพรมลงมาให้ความชุ่มเย็นเป็นช่วงๆ (ช่วงๆ หมายถึง เป็นระยะๆ มิใช่หมีแพนด้า)

clip_image002

สำหรับใครหลายคนที่ชอบการเดินทางไปไหนต่อที่ไหนในวันหยุด หรือการได้หยุดคือการเดินทาง ฝนอาจเป็นมารร้ายและตัวอิจฉาที่คอยหลอกหลอนผู้คนที่รักที่แจ้งต้องขุ่นข้องหมองจิต

มนุษย์ที่รักการเคลื่อนไหวน้อยอย่างข้าพเจ้าจึงดูจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่โชคดีสำหรับห้วงยามฉ่ำเย็นนี้

หยุดหนนี้(อาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาติดต่อกัน) ข้าพเจ้าจึงพกพาหนังสือหนังหากลับมาอ่านที่รังนอนบ้านเกิดสามเล่ม เป็นเล่มที่อ่านค้างไว้ยังไม่จบและที่อยากอ่านเล่นทบทวนบางสิ่งบางอย่างเพื่อใช้ขีดเขียนเรื่องราวอื่นๆไปอีก

 

เล่มแรกที่จะหยิบมาพูดถึงเป็นหนังสือเก่า เล่มนี้ไม่ได้หยิบมาจากกรุงเทพ แต่บังเอิญค้นเจอในห้องเก็บหนังสือที่บ้าน เป็นหนังสือที่เคยอ่านนานมาแล้ว ก่อนนั้นเคยเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง “โสกไผ่ใบข้าว” เป็นเรื่องราวของ เด็กหญิงชาวอีสานและห้วงยามการเจริญเติบโตของต้นข้าว ประเพณีที่ร้อยประสานไปกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นกลิ่นนาไร่ (เมื่อไม่นานมานี้เดินผ่านชั้นหนังสือเห็นแวบๆว่าออกภาคสองแล้ว)

เรื่องนี้ที่กำลังจะเอ่ยถึง เคยอ่านก่อนเล่มที่ว่ามาข้างต้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวเหมือนกัน แต่เป็นการเล่าเรื่องข้าวที่เป็น “ข้าวของพ่อ” พ่อของผู้เขียนและพ่อของปวงประชาชาวไทย บรรยากาศออกไปในแนวเรื่องเล่ามากกว่าเป็นเรื่องราวอย่าง “โสกไผ่ใบข้าว” แต่ก็ถือได้ว่าอ่านแล้วสบายใจเพราะภาษาไม่ซับซ้อนสวิงสวายปวดหัว

clip_image004

ข้าวของพ่อ โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

เรื่องราวดีๆที่ผูกพันกับวิถีชีวิตไทย

สำนักพิมพ์ ดีเอ็มจี

ข้าวของพ่อเป็นเรื่องเล่ากึ่งสารคดี มีทั้งสิ้น ๑๕ ตอน รวมหน้าทั้งหมด ๑๕๕ หน้า อ่านไม่นานเพราะหนังสือตัวใหญ่ ไม่ปวดตาและได้ความรู้ เป็นความรู้ที่ลูกคนหนึ่งนั่งคุยนั่งถามเรื่องราวเกี่ยวกับข้าวต่อผู้เป็นพ่อ

พ่อในเรื่องได้บอกเล่าถึงที่มาของข้าว คุณประโยชน์ เรื่องราวของพระแม่โพสพความเชื่อต่อข้าวในวิถีชีวิต ตลอดจนการแปรรูปข้าวให้เป็นอาหารขนมต่างๆมากมาย และเรื่องราวในส่วนของพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแก่พวกเราชาวไทย ให้รู้สำนึกและเห็นถึงคุณประโยชน์ของข้าว

“ข้าวที่ออกสีลักษณะนี้เป็นข้าวมีประโยชน์ อย่างข้าวกล้อง คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกัน เพราะเห็นว่าเป็นข้าวของคนจน ข้าวกล้องมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเม็ดสวย แต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว มีคนบอกว่าคนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี่ก็คนจน”

พระราชทานแก่สื่อมวลชน ณ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ จังหวัดปราจีนบุรี วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พศ. ๒๕๔๑

เมื่อเอ่ยถึงข้าวเรามักจะคิดถึงอาหารการกิเพียงอย่างเดียว ข้าวยังสามารถแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมรวมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกหลายชนิด อย่างแชมพูสระผม ครีมบำรุงผิว น้ำมันนวด แม้แต่ สบู่ที่ทำจากไขรำข้าวก็ยังมี

หนังสือเล่มนี้ได้บอกกล่าวเรื่องราวของในหลวงที่ทรงงานเกี่ยวกับข้าวไว้มากมาย สมควรที่คนไทยควรได้ศึกษา เพราะการรู้คุณค่าในสิ่งที่เป็นรากฐานทางจิตวิญาณและปากท้องเรานั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรรู้แค่ว่า รับประทานใส่ปากไปวันๆ

หนังสือเรื่องข้าวของพ่อ จึงให้ความรู้และเตือนสติคนไทยให้รู้จักรากเหง้า ที่มาแห่งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของคนไทยแต่โบราณถึงปัจจุบัน และให้ความคิดว่าเราควรกินข้าวอย่างไร

-จากคำนำหนังสือ โดย สุเมธ ตันติเวชกุล-

หนังสือเล่มถัดมาที่หยิบขึ้นมาอ่านในช่วงวันหยุดอีกเล่มคือ “วานปีศาจเขียน” ของรงค์ วงษ์สวรรค์ เล่มนี้อ่านจบไปรอบแล้ว แต่อยากหยิบมาอ่านอีกรอบ ชอบเพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนในเมือง (เมื่อปี๒๕๔๙) เป็นงานเขียนประเภทความเรียง-เรื่องเล่า-เรื่องสั้น รวมๆกันจะเรียกอะไรก็ช่างเถอะ สรุปว่าชอบก็แล้วกัน

clip_image006

วานปีศาจเขียน : รงค์ วงษ์สวรรค์ (ปี๒๕๔๙)

สำนักพิมพ์ มติชน

อาศัยคำตามหลังปก : วานปีศาจเขียน คือลีลาร้องทุกข์ให้กับคนชั้นล่างแบบถึงกึ๋นของ “ลำพู” เจ้าของคอลัมน์ยอดฮิตของหนังสือพิมพ์สยามรัฐในยุคก่อน และไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตแบบคนสังเคราะห์ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ ใน พศ. นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะเป็น คนฆ่าเนื้อขาย จ่านายสิบตำรวจ โสเภณี คนโซ สาววัยกำดอด เรื่องของความคิด การสนทนาที่ไม่มีจุดจบ หญิงแพศยา ธรรมชาติ แหล่งสลัม ดงน้ำครำ ต้นไม้ในป่าคอนกรีท ฯลฯ

คนเหล่านี้ยังยากจนและทนทุกข์ ในขณะที่เศรษฐีกลายเป็นมหาเศรษฐีและเป็น อัครมหาเศรษฐี

-บางส่วนของปกหลัง-

วานปีศาจเขียน เป็นเสมือนหนึ่งเรื่องสั้น เป็นดั่งหนึ่งเรื่องเล่าโดยผู้เขียน รงค์ฯ มิใช่ปีศาจตนใดโดนไหววานให้เคาะตัวหนังสือประดานี้

เป็นประโยคบอกเล่าที่เอาความเป็นมนุษย์ปุถุชนคนกินข้าวสวยธรรมดาสามัญมาขยายรายละเอียด บางเรื่องเป็นเหมือนบทบ่นรำพึงตัดท้อ บ้างเหมือนบทเย้ยหยันให้มันส์เอ็นจอยรูปากประสารงค์ฯ

หากบอกว่าชอบตรงไหนในหนังสือเล่มนี้ บอกว่าชอบสองส่วน

หนึ่งคือส่วนวิธีนำเสนอ

และอีกหนึ่งคือเนื้อหา เนื้อหาในเล่มอ่านแล้วเราสัมผัสได้ เพราะมันใกล้ตัว (สำหรับข้าพเจ้า) ขณะนี้ที่ฝนตก จะขอยกเรื่องราวเกี่ยวกับฝนในเล่มนี้มาให้อ่านกันสักบทตอนหนึ่ง

และฝนยังไม่หาย

๒. ฝนชโลมลงมาอีก และอ้อยสร้อย กิ่งแคโน้มลงคุยกับผลน้ำเต้าน้ำค้าง และดอกบวบยิ้มกับแมลงภู่ มีคนเห็นและได้ยิน โดยอาศัยปัญญาเป็นหูและเป็นตา ความบ้าเป็นสติ และความทะลึ่งเป็นสมุดบันทึก

“น่าสงสารชมพู่เหลือเกิน” แคว่า

“สงสารเขาทำไม?” น้ำเต้าฉงน

“เขาไม่อยากเกิดเป็นชมพู่ เข้าอยากเป็นทุเรียนเพราะมัน แพงดี”

“ผมก็ได้ยินทุเรียนเขาบ่นเหมือนกัน ว่าเขาโดนค่อนขอดเรื่อย เขาอยากเป็นมะขวิด”

“ถึงว่าละซิ..” แครำพึง “ผมก็เบื่อตัวเองเหมือนกันอยากจะเป็นยอดกระถิน”

น้ำเต้าพูดอย่างตริตรอง “ถ้าจะให้ผมเลือกอยากเปลี่ยนได้ ผมอยากเป็นตำแย”

“เหตุผล?”

“มันคันดี”

๓. ฝนยังไม่หาย ใครบางคนโดนความหิวมันตะโกนด่าให้ เดินออกไปหากินนอกบ้าน ฉวยโอกาสด่าใครอีกหลายคน ที่บันดาลให้ซอยเป็นหล่มโคลน เขารู้สึกอิจฉาหมาที่คุ้ยขยากโสโครกกินได้ตามถนน เขาโกรธคนขับรถบรรทุกผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของมัจจุราช เกลียดผู้หญิงที่นั่งตอแหลอยู่ในรถยนต์ราคาหลายแสน (ผู้อ่าน:ขณะนั้น) หมั่นไส้ปลาหมอถากเกล็ดขึ้นอวดความทรหดของมัน ชิงชังพนักงานขนถ่ายอุจจาระเถื่อน (ผู้อ่าน : มีด้วยเหรอะ) และอยากถีบตัวเองให้เจ็บปวด

เขาจำเป็นต้องฟื้นอารมณ์ร้ายกาจเหล่านี้ไว้ – มันช่วยให้เขาตระหนักได้ว่าเขายังเป็นคน

๔. และฝนยังไม่หาย นรีนอนซบอยู่ ในมุ้งอับราของหล่อน (ผู้อ่าน : อับ-รา) รู้สึกอยากเห็นแสงแดด หล่อนรักแสงแดดในยามเช้า หล่อนรักเสียงมอดไชไม้- มันเป็นดุริยางค์ของหลอนผู้เดียวดาย หล่อนรักกลิ่นหอมของใบเนียมนวลประกอบน้ำกลอกกลิ้งบนใบบอน และเลื่อมระยับบนใบพุดซ้อน

ความรัก หล่อนมีความรัก หล่อนรักหมอนที่เคยหนุน อ้อมกอด (ของตัวเอง) ที่เคยซบเพื่อร้องไห้ และหล่อนมิวายรักความผิดหวัง

มันช่วยให้ตระหนักว่าหล่อนเป็นคน-เท่านั้น

มันเตือนให้รู้ว่าหล่อนเป็นหญิง และอาภัพ และใคร่จะมีชีวิตเสพย์ความอาภัพนั้น

โลกร้องไห้ให้เป็นกำนัลหล่อนในกังวานพริ้ง

กลับมาที่ผู้อ่าน : ใจหนึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเด็กสมัยใหม่ลองได้มาอ่านเรื่องราวแบบนี้ในพศ.นี้ จะสามารถมองเห็นสิ่งที่ย่ำซ้ำวนเวียนในสังคมเรานี้ได้หรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งคือ เรามีหนังสือให้อ่านเยอะซึ่งมีทั้งที่ดีและไม่ดี-แต่ที่ไม่ดีเยอะกว่า(ตามความเห็น) และอีกส่วนหนึ่งคือ เรามีเวลาในการอ่านน้อยลงในสังคมเร่งรีบ ดังนั้น การเลือกอ่านอะไรสักอย่างจึงมักเลือกอ่านเรื่องราวบันเทิงเริงใจ และไม่รู้จะเอาสาระอะไรกับชีวิตคนอื่น

แต่ก็นั่นละ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่เอามาบ่นให้-ไม่ได้อะไรขึ้นมา หากแต่น่าจะเป็นเรื่องขบคิดสำหรับคนทำงานศิลปะในสายวรรณกรรม

ว่ากันมาถึงตรงนี้ ต้องหยิบหนังสืออีกเล่มขึ้นมาเอ่ยถึง เพราะมีวรรคตอนโดนใจอยู่หลายเรื่องสำหรับการเขียน การคิด การใช้ชีวิต และการมีความสุข

clip_image007

เสียงพูดสุดท้าย : รงค์ วงษ์สวรรค์

บทสัมภาษณ์โดย วรพจน์ พันธุ์พงษ์

หนังสือเล่มนี้ หยิบติดมาอ่าน อ่านไม่จบเสียที่ตั้งแต่ซื้อมา อ่านแล้วก็คิดตาม อ่านแล้วก็นึกย้อนไปในสมัยเรายังเด็ก ถามพ่อถามแม่ว่าเมื่อก่อนเป็นแบบนี้มั้ย อย่างเรื่องการเลี้ยงลูกก็เหอะ อันนี้ชอบเพราะตรงใจ คิดเหมือนกันเลย แต่ปู่พูดได้อารมณ์มากมาย

ฝรั่งมีหนังสือ สอนลูกให้รวย แล้ว รงค์ วงษ์สวรรค์ สอนลูกให้รวยหรือเปล่า

“ไม่ เราสอนลูกให้เป็นคน ให้เป็นคนทำประโยชน์ เป็นคนดี ไม่ต้องหาคำจำกัดความให้มาก”

“เดี้ยวนี้พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น ลูกไม่หย่านม ทำไง มาถามหมอ ไอ้— ถามแม่มึงสิ ทำไงลูกหย่านม”

“บางทีเรารำคาญพวกนักจิตวิทยาว่าทำไมต้องหาคำตอบทุกเรื่องของชีวิต บางอย่างไม่ต้องหา ให้ธรรมชาติทำงานของมันบ้าง ไปหาทำไม ลูกไม่ยอมทำการบ้าน ทำยังไง โธ่ ก็เตะแม่งสิ ลูกไม่กินข้าว ลูกเบื่ออาหาร ก็ตบปากแม่งสิ ข้าวไม่กิน”

ผู้อ่าน : จะว่าไปผมก็ไม่ค่อยสนับสนุนการเตะการตบหรอกครับ แต่ที่เห็นด้วยเห็นจะเป็นการให้ธรรมชาติทำงานของมันบ้าง เรื่องบางเรื่อง เราเอาแต่คิดจนจนกลายเป็นอุปทาน หนักเข้ากลายเป็นหมู่ เรียกอุปทานหมู่ เหมือนอย่างเรื่อง มาตรฐานของเด็กว่า ต้องอะไรๆ เท่ากับอะไร นี่ก็ทำเหมือนจะจัดระเบียบธรรมชาติของเด็ก แต่ลืมไปว่า ธรรมชาติไม่มีระเบียบ-แต่มีระบบของมัน

เดี้ยวนี้คนชอบหาคติชีวิต ไปหาอะไรนักหนา บางคนซื้อตำรามาอ่าน มันมากเกินไป

คติชีวิตของเราหาได้ทุกที่ แม้แต่บนถนน

ประสบการณ์ของพ่อแม่มีคุณค่ามาก ถ้าเราฟัง แต่นิสัยของพวกเด็กๆก็เบื่อทุกคน เราโตขึ้นมา ย้อนนึกถึงเรื่องที่แม่สอน คิดทีไรแม่ก็ถูกทุกที เพียงแต่ฉากและตัวละครเปลี่ยนไป วันเวลาเปลี่ยน จากท๊อฟฟี่แท่งเล็กๆ มาเป็นรถยนต์

ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนหรอก เรายืนยันมาตลอดว่า

พ่อแม่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของลูก

พ่อแม่เหมือนเป็นแรงบันดาลใจ เป็นหลักคิด และ พ่อแม่ที่ดีมักไม่ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง หากแต่ต้องตั้งคำถามและเปิดใจรับธรรมชาติของลูกด้วย ธรรมชาติก็เหมือนกัน เป็นแรงบันดาลใจให้คิดค้น และสร้างสรรค์งานเขียนต่างๆมากมายขึ้นมาบนโลก ฝนตกก็ทำให้คนเรานึกถึงอะไรที่ชุ่มชื้น เย็นรื่นจิตใจ ใช้คำที่สดสวย สะอาด กระจ่าง และ จรรโลงจิตใจทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน

งานเขียนที่ดีมิเพียงรับใช้จิตวิญญาณของผู้เขียน หากแต่สามารถ ยกระดับ บรรเทา หรือฟื้นฟูจิตใจผู้คนที่หม่นหมองจากเรื่องราวเลวร้ายรอบกาย และภายในใจได้

วันนี้เป็นวันที่อากาศดี มีผลส่วนหนึ่งให้อยากเขียนเรื่องดีๆ นี่ก็เป็นแรงบันดาลใจ ธรรมชาติก็เหมือนมารดาบิดาทางหนึ่งของโลกที่ให้แรงพลังแก่มนุษย์

ฝนตก ดอกวรุณเบ่งบาน แพรวระยับ

ผู้คนเกิดพลังใจ

ผู้คนเกิดแรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจ

ไม่มี มัวรอแรงบันดาลใจป่านนี้ลูกเมียอดตายห่าแล้ว แรงบันดาลใจอะไรกัน พูดไปเรื่อย

มันงานอาชีพ เราต้องฝึกฝน “ยาขอบ” ต้องใชกระดาษสีชมพู ไม่งั้นเขียนไม่ได้ ท่านทำอย่างนั้นจริงๆ ก็แปลก ของเรานี่มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักเขียนผู้ใหญ่บอกว่า การเขียนหนังสือคือการขายฝัน เราบอกไม่ได้ขายฝัน เราขายความจริง นักเขียนผู้ใหญ่ท่านนั้นโกรธฉิบหาย

คงพูดแบบยโสด้วยความเป็นเด็ก

บางคนกดดัน เดินคิด เดินวนไปวนมา กว่าจะนั่งลงเขียนอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าไม่ต้องคิดมาก อยากเขียนหนังสือ เขียนเลย ไม่ต้องรอจินตนาการอะไรหนักหนา เป็นนักเขียน ไม่ใช่นักเทศน์ เขียนก็เขียนไปเลย อย่าสอน

หลายคนหยิบปากกาปุ๊บสอนเลย ผู้ประกาศข่าวด้วย มันไม่ใช่หน้าที่ ยูจะอ่านข่าวก็อ่านไป ทุกวันนี้ไม่รู้ใครเป็นคนอ่านข่าว ใครเป็นคอมเมนเทเตอร์ สับสน ชอบสอน ดูถูกคนไทย

จริงอยู่ สื่อมีหน้าที่ให้การศึกษากับผู้รับฟัง แต่ต้องแนบเนียนและไม่ให้รู้ตัวว่าถูกสอน อันนี้สำคัญมาก เขาไม่ใช่ลูกศิษย์ ไม่ใช่ลูก จะไปสอนทำไม เป็นนักเขียน ถ้าจะสอนต้องสอนแนบเนียน ถ้าไม่เนียนจะเรียกว่าเรื่องสั้นทำไม เขาก็เรียกว่าตำราเรียนใช่ไหม นี่ไงคือวรรณกรรม

แม้แต่สารคดีก็เถอะ จะพูดจะสอนอะไร เราเอาคำพูดนั้นใส่ปากคนแก่ที่นั่งริมถนนก็ได้ นี่คือศิลปะ

ใช้วิธีให้คนอื่นพูดแทนเรา เราไม่มีสิทธ์สอน ไม่ใช่หน้าที่

ครั้งหนึ่งคนเข้าใจผิด นึกว่านักเขียนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เราเรียกตัวเองว่า art laborer กรรมกรทางศิลปะ ทำเลย ไม่ต้องรอจินตนาการ ไม่ต้องดูพระจันทร์ก่อนเขียน เราเขียนหนังสือท่ามกลางคนกินเหล้าเป็นสิบ ถามคุณติ๋มสิ อยู่คนเดียวฟุ้งซาน มองนอกหน้าต่าง คิดเพ้อเจ้อ นั่งมองดวงจันทร์ เพลิน ใครไม่ชอบดูดวงจันทร์บ้างวะ มันสวยนะ สวยแล้วเราจะทำงานทำห่-าอะไรวะ

ยิ่งจิบเหล้า ดูดบุหรี่ มองพระจันทร์ โคตรสุขเลย

แล้วมีผู้หญิงสวยๆอยู่ด้วย คือเมียเราเอง โอ้โฮ จะทำงานทำไม

-แรงบันดาลใจ : รงค์ วงษ์สวรรค์-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: