เราสูญเสียมันไปตอนไหน : อธิคม คุณาวุฒิ

 

20085_1

เราสูญเสียมันไปตอนไหน : อธิคม คุณาวุฒิ

สำนักพิมพ์ พิมพ์บูรพา

เขาเดินทางมาถึงสำนักงานประมาณสามทุ่มเศษ หอบหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ลังกระดาษใส่สัมภาระ และกระเป๋าขนาดย่อม รวม 5-6 ใบ ตัวจริงของชายหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ที่เพื่อนผมแนะนำไว้ ดูแล้วมีอายุกว่าที่ผมประเมินไว้ในใจมากเอาการ ผู้ชายร่างเล็กผิวขาว หน้าตาเกลี้ยงเกลาตามแบบฉบับคนภาคเหนือ สวมแว่นตากรอบใหญ่ทรงสุภาพ หวีผมเรียบแปล้ กางเกงสแล็คสีเข้มรีดจนจีบโง้ง รองเท้าหนังสีดำขัดสะอาด

ที่สะดุดตากว่าอย่างอื่นคือ เสื้อผ้าไหมแขนสั้นสีชมพูตัวนั้น มันเหมือนเครื่องแบบที่พวกนักการเมือง และข้าราชการนิยมใส่เวลาออกงานใหญ่ ยิ่งพอโดนแสงไฟสีเหลืองในสำนักงานแล้ว เนื้อผ้าไหมสีชมพูยิ่งทอประกายแวววาวเพิ่มสง่าราศีให้กับผู้สวมใส่ดูดีขึ้นหลายเท่า

-นกบาดเจ็บบางตัว-

นกบาดเจ็บบางตัว- เป็นเรื่องเล่าที่พูดถึง คนต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่เดินทางเข้ามาหวังพึ่งพิงการงานในเมือง

เราสูญเสียมันไปตอนไหน เป็นงานรวมบทความที่เขียนลงนิตยสาร ฅ คน ของคุณอธิคม คุณาวุฒิ ส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว รู้สึกต่องานเขียนชุดนี้ว่า เป็นความเรียงบำบัดความนึกคิด และทบทวนความรู้สึกสำนึกภายในจิตใจ เหมาะสำหรับคนที่เริ่มมีเวลาว่างนั่งมองสิ่งต่างๆรอบกายอย่างพินิจ-พิจารณา

ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะอารมณ์ของหนังสือสื่อออกมาอย่างนั้น บรรยากาศเหมือนคนๆหนึ่งนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต และสิ่งต่างๆที่เป็นไปรอบข้างกาย

ซึ่งภาพฉายในเรื่องเล่านั้นย่อมมีสัดส่วนของสังคมเมืองหลวงอยู่มาก หากมองในสายตาของคนที่เคยมีอดีตของสังคมที่งดงามอารี เทียบเคียงกับสิ่งที่ได้สัมผัสและรับรู้จากสังคมปัจจุบัน ย่อมรู้สึกขัดแย้งและรันทดพอประมาณ

เนื้อหาเรื่องราวไม่หนักมากนัก กล่าวไปน่าจะทำให้รู้สึกปลงผ่อนคลายความคิดเสียมากกว่า

หากใครมีเวลา หรือ สภาวะสงบที่เหมาะสมแก่การทบทวนอดีต ความคิด และสิ่งรอบตัว อยากให้ลองหาหนังสือเล่มบางๆเล่มนี้มานั่งอ่าน เพราะเมื่ออ่านจบ มิเพียงเราจะเข้าใจว่า ในสังคมเรานี้ มีนกบาดเจ็บบางตัว เราเองก็อาจจะค้นพบหรือนึกได้ว่า ยังมีนกอีกหลายตัวที่เป็นแบบนั้น

แม้แต่ตัวของเราเองก็เถอะ…

ถ้าเราพยายามทำตัวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เข้าใจโลก โดยที่เบื้องหลังความเข้าใจนั้นรุงรังไปด้วยคำถามและข้อสงสัย ถ้าเรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญเสียความสามารถในการแยกแยะข้อแตกต่างระหว่างอาหารกับอาจม ถ้าเราเพิกเฉยไม่รู้สึกรู้สา ปล่อยให้เรื่องเน่าเหม็นเป็นเรื่องที่ใครๆก็เสพกันอย่างปกติ

ถ้าการเสพสื่อประเภทนี้คือวิธีแก้เครียดแบบที่ใครๆก็ทำกัน  ทำจนธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นที่ยอมรับ  ถึงตอนนั้นบรรดาคนที่ทำท่ามีวุฒิภาวะทั้งหลายนั่นแหละคือ ส่วนสำคัญของปัญหา และถ้าเราพอใจกับการเดินไหลลงสู่ที่ต่ำโดยถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ

นั้นก็ถูกต้องแล้วที่มนุษย์จะสาวเท้าเร่งเร่งเดินไปสู่วันพิพากษา กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แหงนหน้ารอรับโองการพระเจ้าสาปส่งให้สมควรสูญพันธุ์

เราต่างใช้สอยกันและกัน เป็นสะพานก้าวข้ามดินแดนใหม่ๆ ให้กับโลกของตัวเอง บางครั้งก็เปิดเผยโจ่งแจ้ง บางครั้งโดยสัญชาติญาณไม่รู้ตัว เรื่องเศร้าก็คือ คนส่วนใหญ่จะรู้ตัวอีกทีต่อเมื่อตกอยู่ในสองสถานการณ์

หนึ่ง เดินข้ามไปอีกฝั่งได้พักใหญ่แล้วค่อยหันหลังกลับมามอง

อีกหนึ่งคือ ตกอยู่ในฐานะเป็นสะพานให้คนอื่นก้าวข้าม และก็อย่างที่รู้กัน  ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนถูกออกแบบ และฝึกฝนให้จดจำเรื่องหลังแม่นยำกว่าเรื่องแรก

(บางส่วนในเล่ม-และจากปกหลังของหนังสือ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: