bookreview : เงาฝันผีเสื้อ : เอื้อ อัญชลี

 

clip_image001

เงาฝันของผีเสื้อ : เอื้อ อัญชลี


สามก๊กฉบับคนกันเองภาคพิเศษ : กำเนิดปณิธานตำนานนิยาย

“เดิมแผ่นดินจีนทั้งปวงนั้นเป็นสุขมาชั่วนานแล้วก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข”

ถ้อยความข้างต้นนั้นบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง เป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่หมุนเวียนเปลี่ยนวนคล้ายกงล้อ และ เป็นส่วนหนึ่งจากเนื้อหาเรื่อง เงาฝันของผีเสื้อ ผลงานเขียนของคุณ เอื้อ อัญชลี ในคำขยายความที่ว่า “กำเนิดปณิธานตำนานนิยาย”

ปณิธาน เป็นปณิธานของผู้เขียนเรื่องราวสุ่ยหู้จ้วน (ซ้องกั๋ง) ซานกว๋อเยี่ยนอี๋ (สามก๊ก) จินผิงเหมย ( ดอกเหมยในแจกันทอง) และ ซีอิ๋วจี๋ (ไซอิ๋ว) วรรณกรรมในยุคเดียวกันอันเป็นอย่างและแรงบันดาลใจให้คนยุคหลัง

ตำนาน เรื่องราวของวีรชนผู้กล้าเมื่อครั้งที่ชนชาวฮั้นลุกขึ้นสู้เพื่อกอบกู้แผ่นดินจีนจากการปกครองของราชวงษ์มองโกล

นิยาย ที่เรียงร้อยเรื่องราวอุดมการณ์ของเหล่าบัณฑิตวิญญูชนในช่วงสมัยหนึ่ง ปณิธานความกล้าหาญของเหล่าผู้กล้าที่สร้างตำนานกอบกู้แผ่นดินก่อกำเนิดเป็นวรรณกรรม ที่เสนอแง่มุมของการสงคราม เรื่องราวหักเหลี่ยมช่วงชิงอำนาจการปกครองและกองกำลังทางปัญญานับตั้งแต่ปลายราชวงษ์หยวน ยาวนานเรื่อยไปจนถึงปลายราชวงษ์หมิง ตัวละครเอกของนิยายเรื่องนี้ย่อมไม่พ้น หลอกว้านจง

แล้ว-หลอนกว้านจงผู้นี้คือใครละ?

คนผู้นี้ในประวัติศาสตร์ คือผู้ประพันธ์วรรณกรรมเรื่องสามก๊กที่เราท่านต่างรู้จัก (แน่นอนว่าบางคนไม่รู้ เพราะจำได้แต่พระยาคลัง-หน และยาขอบ) เพียงแต่ว่า หลอกว้านจงในเรื่อง ‘เงาฝันผีเสื้อ’ นั้น เป็นหลอกว้านจงที่มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีอีกหลายตัวละครที่เพิ่มเติมเสริมขึ้นมาเพื่อให้เรื่องราวสามารถดำเนินผ่านไปได้ครบถ้วนหนึ่งช่วงสมัย

กล่าวโดยสรุปคือเป็นนิยายที่ผสมผสานระหว่างเรื่องจริงที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ และเรื่องราวที่ผู้เขียนใช้จินตนาการ ความน่าจะเป็น เรียงร้อยผูกเรื่องราวจนกลายเป็นเงาฝันหนึ่งของผีเสื้อ

แล้วอะไรคือเรื่องจริงอะไรคือเรื่องที่แต่งขึ้นเล่า? นั่นสิ คำถามนี้แรกอ่านนั้น ข้าพเจ้า(ผู้อ่าน) ก็คิดและถามตัวเองเหมือนกัน ด้วยเคยอ่านสามก๊กมาบ้างบางส่วน และได้อ่านศึกษาประวัติศาสตร์ชาติจีนในบางช่วงมาบ้างเหมือนกัน

เมื่ออ่านนิยายเรื่องนี้ย่อมรู้สึกติดใจในระหว่างความจริง และ เรื่องแต่งอยู่บ้าง ซึ่งพอได้อ่านๆไปโดยลืมไปเสียว่าอะไรจริงอะไรแต่ง จึงสามารถรับรู้ซาบซึ้งไปกับเรื่องราวของหลอกว้านจง(ในเรื่อง)

ด้วยเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ชายผู้หนึ่ง ที่ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนบทอุปรากร(งิ้ว) ทว่าคนคำนวณมิเท่าฟ้าลิขิต เพียงแต่ในโลกนิยาย ผู้เขียนรับหน้าที่ลิขิตเรื่องราว หาใช้ฟ้าดินกำหนด ชายหนุ่มผู้นี้จึงได้มีส่วนร่วมไปกับสงครามกอบกู้ชาติของชาวฮั่น และเข้าสู่ช่วงสภาวการณ์ขั้วอำนาจทั้งสาม ระหว่างผู้กอบกู้ชาติชาวฮั่นด้วยกัน โดยหลอกว้านจงเป็นถึงกับกุนซือฝ่ายบุ๋นฝ่ายจางซื่อเฉิน กองกำลังที่ถูกปลุกระดมขึ้นมาโดยพ่อค้า

ขึ้นชื่อว่าพ่อค้าย่อมมองเห็นผลกำไรมากกว่าประเทศชาติ ทว่าหลอกว้านจงกลับมีปณิธานแรงกล้า ความพยายามนั้นคือ ต้องการเปลี่ยนแปรพ่อค้าให้เป็นเจ้าแผ่นดิน

หลังสงครามกู้ชาติสงบลงโดยกลุ่มอำนาจของจูหยวนจางได้เป็นเจ้าภาพก่อตั้งราชวงศ์ สงครามภายในจึงก่อเกิด เรื่องราวของขุนนางขันทีบ้าอำนาจจึงก่อกำเนิดขึ้น หลอกว้านจงเองก็ถูกพี่น้องร่วมสาบานหักหลังตน แปรพรรค์เข้าร่วมกับกองกำลังของจูหยวนจาง เขาจึงผละออกนอกวงของการช่วงชิงอำนาจ หันหน้าเข้าสู่วิถีทางแห่งอักษรา ตามรอยบาจาของอาจารย์ตาซือไน่อานผู้ประพันธ์วรรณกรรมต้องห้ามเรื่องสุ่ยหู้จ้วน (ซ้องกั๋ง) หรือชื่อไทยว่า ‘ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน’

เขาเริ่มเขียนนิยายเรื่องซานกว๋อเยี่ยนอี๋ หรือสามก๊ก โดยในขณะที่ทำงานเขียนนั้น หลอกว้านจงมีธิดาหนึ่งคน ซึ่งในตอนท้ายของเรื่องราว เนื้อหาล้วนเกี่ยวข้องกับจุดกำเนิดวรรณกรรมเรื่องจินผิงเหมย (ดอกเหมยในแจกันทอง) และ ซีอิ๋วจี๋ (ไซอิ๋ว) ผ่านตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้ตอนหนึ่งได้เอ่ยถึง ความแตกต่างระหว่างวรรณกรรมแต่ละช่วงอายุคน กว่าครึ่งชีวิตของหลอกว้านจงผ่านยุคของสงครามกอบกู้ชาติ พบเจอเรื่องกลยุทธ์อุบายศึกสารพัดนานา ย่อมสามารถใช้สิ่งที่ประสพพบมาเรียงร้อยเป็นวรรณกรรมที่เข้าถึงหัวใจชาวฮั่นได้ดีกว่า ธิดาของตน หลัวเซียงซึ่งได้ทดลองเขียนภาคกำเนิดสามก๊ก แต่นั่นก็ไม่ได้รับผลตอบรับเท่ากับสามก๊กในฉบับที่บิดาของตนเป็นผู้ประพันธ์

แต่ (ในเรื่อง) หลัวเซียงซึ่งได้ผจญภัยไปกับกองเรือนางแอนเหินของเจิ้งเหอ ภายหลังภารกิจสิ้นสุดด้วยเพราะการเมืองภายใน ทำให้หลัวเซียงพบเจอหญิงคณิกานางหนึ่ง เพราะได้รับฟังเรื่องราวคาวโลกีย์ของนาง ทำให้หลัวเซียงสามารถประพันธ์วรรณกรรมสะท้อนสังคมในมุมมืดออกมาเรื่องหนึ่ง

คืนแล้วคืนเล่า เงาเทียนไม่เคยดับ สะท้อนแสงสม่ำเสมอทอดอยู่บนผนังห้อง หมึกไม่รอแห้ง กระดาษไม่รอพับ ตัวอักษรยืดยาวราวกับรอยไถหว่านบนเนื้อดิน เมื่อหวังม่านมาจากหอสำราญในตอนเช้า เธอยังต้องนิ่งมองอย่างสงบและตื้นตัน

เวลาล่วงผ่าน หลัวเซียงสำเร็จตามประสงค์ เธอไปพบกับหมาเหอที่โรงพิมพ์

หม่าเหอเห็นพลังอย่างหนึ่งในตัวหลัวเซียง จนต้องเอ่ยทัก

“วันนี้เจ้านำความประหลาดใจอันใดมาสู่ข้าฯหรือ”

หลัวเซียงแย้มยิ้ม และนั่งลงตรงข้ามเข้า นำห่อต้นฉบับนิยายออกมา หม่าเหอหยิบไปลองอ่าน หลัวเซียงเห็นสีหน้าของเขาแดงวาบราวกับเหล็กร้อน

เนิ่นนานกว่าที่คิด หม่าเหอวางต้นฉบับนั้นลง มองที่ชื่อนิยาย

บนปกเขียนไว้ว่า “จินผิงเหมย-ดอกเหมยในแจกันทอง”

หม่าเหอถาม “เหตุใดท่านต้องเขียนเรื่องบัดสีเช่นนี้ด้วย”

หลัวเซียงบอก “เพราะข้าฯต้องพูดความจริงออกมา”

“เรื่องของผู้ชายมักมากในกามที่เที่ยวซื้อผู้หญิงมาเป็นเมียน้อย แล้วก็ชวนกันวิตถารกันทั้งบ้าน แสดงความจริงตรงไหนกัน การเขียนออกมาเช่นนี้จะทำให้ผู้คนเกลียดชังเจ้า ยิ่งเจ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว นับว่าผิดต่อคำสอนของขงจื้ออย่างใหญ่หลวง”

เป็นเพราะหม่าเหอห่วงใยต่อหลัวเซียงนั่นเอง

หลัวเซียงได้แต่ยิ้มรับอย่างเชื่อมั่น บอกกับหม่าเหอว่า

“นิยายเรื่องนี้ข้าฯ ขอมอบให้แก่ท่าน นับแต่นี้จะเป็นอย่างไรล้วนไม่ใช่ เรื่องที่ข้าฯต้องใส่ใจอีกแล้ว ท่านก็ถือเสียว่านั่นไม่ใช่ฝีมือข้าฯ หรอก หากแต่เป็นผลงานของนักประพันธ์นิรนามคนหนึ่งที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว”

หม่าเหอให้สงสัย “เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน”

หลัวเซียงบอก “เพราะข้าฯจะเดินทางไปยังดินแดนโพ้นทะเล และจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว”

หม่าเหอกล่าวอย่างสลด “แผ่นดินนี้หาได้มีสิ่งใดที่เจ้าจะอาลัยอีกแล้วหรือ”

หลัวเซียงยิ้มยิ้มให้เขาอย่างอบอุ่น “ความจริงแล้วท่านเองก็อยู่ในหัวใจข้าฯตลอดมา

หม่าเหอว่า “หากคล้อยตามเจ้าก็นับว่าข้าฯต้องผิดต่อคุณธรรมหลายประการ พิมพ์นิยายบัดสีอนาจารเอย ปล่อยให้เจ้ารอนแรมจากบ้านเกิดเมืองนอนไปเอย แล้วยิ่งเจ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว”

เขายิ้มออกอย่างอ่อนโยน “แต่ข้าฯ คงต้องคล้อยตาม”

อาจเป็นได้ว่า เพราะวันเวลาที่แตกต่าง ในเวลาหนึ่งผู้คนมองหาบางสิ่งมาเติมเต็มความต้องการ นิยายบางเรื่องหรือหลายเรื่องจึงถือกำเนิดก่อนกาล หรือล่าช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ คุณค่าของมันจึงขึ้นอยู่กับว่า บ้านเมืองผู้คนขณะนั้นกระหายอยากหรือขาดแคลนเนื้อหาอันใดในชีวิต

อย่างนั้นแล้ว วรรณกรรมสามก๊กที่ได้รับความนิยมชมชอบของผู้คนมานับหกร้อยปีเล่า ใช่เพราะผู้คนนับแต่เวลานั้นมา ต่างต้องการสิ่งใดจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ข้าพเจ้า (ผู้อ่าน) ได้แต่คาดเดาไปตามความคิดของเงาผีเสื้อ ตัวหนึ่ง

ผีเสื้อที่ยังไม่อาจทราบได้ว่า ตัวตนขณะนั้นคือผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นข้าพเจ้าหรือเป็นข้าพเจ้าที่หลับฝันแล้วคิดว่าตัวเองคือผีเสื้อ

“คนอ่านสามก๊กที่ข้าฯประพันธ์ ล้วนก่อเกิดความฝันขึ้นมากมาย คนเข็ญใจทะเยอทะยานอยากเป็นเล่าปี่ บัณฑิตต่างคิดว่าตัวเองคือขงเบ้ง ขุนศึกล้วนยื้อแย่งกันเป็นโจโฉ คนขี้โมโหก็อ้างตัวเองเป็นเตียวหุย หรือคนขี้โอ่ถือดีก็เห็นตัวเองเป็นกวนอู

แต่ละคนนำเอาพฤติกรรมของตัวละครมาสวมอ้างบนความต้องการของตัวเอง แต่หาซึมซาบในความหมายของปณิธานที่แท้จริง พวกเขาชื่นชอบมันในด้านเล่ห์เหลี่ยมอย่างเดียว และเชื่อถือเป็นจริงเป็นจังว่าการใช้กลยุทธ์สามารถนำไปสู่ชัยชนะ

แต่ตัวข้าฯ หาได้ต้องการเช่นนั้นแม้แต่น้อย อย่างนี้แล้วจะให้ดีอกดีใจได้อย่างไร”

-หลอกว้านจง ( ในเงาของเอื้อ อัญชลี )-

หมายเหตุ : ต้นฉบับ bookreview นิตยสารออนไลน์ ก้าวรอก้าวฉบับที่ ๓๓

3 Responses to bookreview : เงาฝันผีเสื้อ : เอื้อ อัญชลี

  1. genting club พูดว่า:

    สุดยอดจริงๆจ้า

  2. Jenny Jiratchaya พูดว่า:

    สุดยอดจริงๆค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: