bookreview : เอกเขนกใจ ใต้เงาอักษร

 

head-bookreview

คนกวาดถนนพักผ่อนจากเหล้าจนรู้สึกวิงเวียน

ขณะลุกเดิน แล้วก็รากรดถนน–ทิ้งไว้ให้เป็นหน้าที่ของคนกวาดถนนเวรกลางคืน แต่บางทีหมาอาจจะรีบมาแย่งกินก่อน

มันก็รู้สึกง่วงนอนเหมือนกัน

เหมือนกับใบไม้ และเหมือนก้อนหิน–ซึ่งต่างพักผ่อนอย่างบรมสุข

คนและปีศาจเท่านั้นยังมิรู้ความหมายของการพักผ่อน

-การพักผ่อนบรมสุขของใบไม้ / วานปีศาจเขียน-

 

วันหยุดยาว – ในขณะเห็นคำนี้ หากไม่ทบทวนความคิด-ถึงจำนวนวันที่เหลือของการงาน ก็เคร่งสีหน้าวางแผนการณ์จัดแจงแยกแยะเวลาที่มีค่านี้ไปกับการเดินทาง ท่องเที่ยว พบเจอผู้คน สถานที่ หรืออะไรก็ตามแต่ที่สามัญชนเราเรียกว่าการ ‘พักผ่อน’ หรือ ‘ท่องเที่ยว’

พูดก็พูดเถอะ เคยมีคนเอ่ะใจนับปริมาณวันหยุดราชการของประเทศเราเหมือนกัน ได้จำนวนคร่าวๆแบบเป็นกันเองว่า มีถึงหนึ่งในสามของปี อันนี้ยังไม่ได้นับรวมวันหยุดในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีประปรายเป็นระยะขณะนี้

สำหรับข้าพเจ้า หากไม่กลับบ้าน ก็คงหอบหนังสือเล่มเก่าที่ยังอ่านไม่จบ เล็มแทะแต่ละบรรทัดไปเรื่อยๆ พร้อมกับจิบกาแฟอุ่นๆขมลิ้นเล่นเพลินๆตามร้านกาแฟหรือร้านหนังสือที่มีมุมกาแฟ หยุดที่ผ่านมาก็เช่นกัน (ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา) ข้าพเจ้าหอบหนังสือเล่มบางๆหลายเล่มกลับบ้าน

ที่ว่าเล่มบางก็เพราะ มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้อ่านหนังสือได้หลายเล่มเท่านั้นเอง แต่หากว่ามีเล่มที่อ่านแล้วย่อยง่ายจริงๆ ก็จะเลือกเล่มหนาๆสักเล่มกลับมาบ้านเหมือนกัน เพราะสภาวะแวดล้อมนั้นล่ะ เหมาะมากสำหรับการอ่านหนังสือจริงๆ

นั่งไขว้ขาอยู่ใต้ชายคาระแนงไม้ ลมโชยผ่านพุ่มดอกแก้วเล็กๆข้างรั้ว กลิ่นหอมอ่อนนวลใจ ข้างๆเก้าอี้ไม้เป็นโต๊ะเตี้ยตัวเล็ก จัดวางถ้วยกาแฟและน้ำชากาเล็กๆ จิบชาร้อนอย่างเนิบนาบไป ในขณะที่สายตาไล่เรียงไปตามบรรทัดอักษร

ชาหมดก็ลุกเดินไม่กี่ก้าวจึงถึงกาน้ำร้อน กดเติมน้ำร้อน หยิบขนมในห้องครัวไม่กี่ชิ้นติดปากคาบมาเหมือนหมาเชื่องๆอารมณ์ดีตัวหนึ่ง ทิ้งร่างโย่งเย่งลงเอนหลังเล็กน้อยให้อยู่ในท่วงท่าถนัดและผ่อนคลาย

อ่านไปจนหมดเล่ม ยกไม้มือบิดอารมณ์ขี้เกียจทิ้งขว้างไปรอบๆ จากนั้นหยิบหนังสืออีกเล่มขึ้นมาอ่าน

อ้า–นี่ละ บรมสุขของหนอนหนังสือ

เช่นนี้แล้ว ก่อนที่จะถึงวาระหยุดยาวนานอีกช่วงหนึ่ง (ของเดือนนี้) ทั้งที่เป็นปกติหรือว่าฉุกเฉิน ก็อยากแนะนำหนังสือบางๆเล่มเล็กที่อ่านแล้วเย็นใจ ไว้ผ่อนคลายพักใจในวันคืนที่จะมาถึง

– – –

clip_image002โลกเย็นๆ : ความเรียงงดงาม

โดย กิจการ ช่วยชูวงศ์

แพรวสำนักพิมพ์
ผลงานเข้ารอบสุดท้ายนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี ๒๕๔๙

โลกเย็นเป็นผลงานความเรียง กล่าวให้ชัดขึ้นคือเป็นความเรียงอันเรียบง่าย,เรียบร้อย,เงียบเย็นในต่างแดนแต่ไม่ได้แสดงถึงอารมณ์โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา หรือสนุกรื่นเริงบันเทิงใจแบบสุดขั้ว ที่เหนือกว่าตัวหนังสือเย็นๆนั้นเห็นจะเป็นภาพถ่ายบรรยากาศเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ในภาพเหล่านั้นมีมุมมองในรายละเอียดของเมือง สิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เราไม่นึกถึงและไม่ได้เก็บมาคิดต่อ เพื่อเรียงร้อยเป็นตัวอักษร

เดิมทีนักเขียนท่านนี้เคยมีผลงานออกมาแล้วสองเล่ม เป็นหนังสือรางวัลทั้งสองเล่ม

ถ้าจำไม่ผิดข้าพเจ้าเคยเขียนถึงหนังสือเล่มที่ชื่อว่า ‘เล่นกับโลกไกลบ้าน’ เป็นบันทึกเชิงสารคดี อ่านแล้วสบายใจได้อารมณ์หย่อนคลายในการขบคิดเรื่องราวชีวิตอย่างน่าสนใจในมุมมอง

สำหรับ ‘โลกเย็น’ เล่มนี้ก็ยังคงความเรียบง่ายและงดงามในภาษาเขียนอยู่เหมือนเคย ตามคาด เพียงแต่เรื่องราวนั้นเอ่ยถึงสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสภาวะจิตใจของคนเรา

หัวจิตหัวใจ : เหมาะแล้วที่ภาษาไทยนำ “หัวจิต” ไปผูกติดกับ “หัวใจ” นำความรู้สึกนึกคิดไปผูกไว้ กับกล้ามเนื้อสี่ห้องในอก ก็ความคิดคนเรานั้นเต้นเข้าเต้นออก พักหนึ่งเล็กพักหนึ่งใหญ่ ไม่มีเส้นอะไรขีดขวางได้

เวลาหนึ่ง ใจเราก็ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่เมือง ไม่ใช่ประเทศ ไม่ใช่โลก

เป็นเพียงหัวคิดของสมอง ทำงานอันแสนสลับซับซ้อน ร่อนเล่นในโลก ในประเทศ ในเมือง ในบ้าน ในกระโหลกแกร่ง มีเลือดลมเลี้ยงไว้ให้ได้คิดได้เห็น

ฝนตกแดดออก หัวจิตหัวใจก็ทำงานไป ไม่เคยหยุดสนิท ผู้คนเดินเข้าออกหัวจิตหัวใจทุกวันตลอดเวลา บางทีเวลามองท้องฟ้ากว้างไกลนั้น เราต้องปันเวลาสักช่วง ปัดกวาดทำความสะอาดใจ ก่อนจะเปิดให้คนที่เรารกได้เข้ามาอีกครั้ง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะสะดุดอะไร

เพราะใจที่ปลอดโปร่ง สดชื่น เบิกบาน จะไม่เป็นที่รกรำคาญสำหรับใครเลย

มองไปทางทิศตะวันตก ปิดประตูสักครู่ ทำความสะอาดใจ ก่อนที่เย็นนี้ เราจะได้นั่งคุยกันสบาย ในใจที่ไม่เหมือนในบ้านไหน เมืองไหน ประเทศไหน หรือโลกใดเลย

เพื่อให้ใจพิเศษ…ใจ เป็นใจ

สิ่งหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าชอบในงานทุกชิ้นของผู้เขียนท่านนี้คือ คำที่ใช้นั้นเรียบง่าย แทบไม่มีเลยที่ใช้ถ้อยคำที่ผิดแผกไปจากปกติสามัญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อ่านแล้วย่อยได้เลย ไม่ต้องเอามาปรุงใหม่ในสมองอีกรอบ เป็นเสน่ห์เรียบง่ายและงดงาม

อ่านแล้วเหมือนได้ชำระจิตใจที่ขุ่นหมองให้กระจ่างสดใส ชุ่มเย็นไปกับภาพถ่ายที่สวยงามกับบรรยากาศเย็นๆของละอองฝนที่พรมพรำตลอดเวลาตามสภาพอากาศพื้นถิ่น

งานเขียนชิ้นนี้ของผู้เขียนแตกต่างไปจากเล่มที่แล้ว ‘เล่นกับโลกไกลบ้าน’ ตรงที่ไม่ได้เน้นที่ความแปลกที่แปลกถิ่น ไม่ได้มองเมืองจากสายตาคนนอกอีกต่อไป อาจเพราะผู้เขียนเริ่มมองในสิ่งที่ละเอียดลึกลงไปมากกว่าวิถีชีวิตผู้คนเสียแล้ว

ความสุขเล็กๆมีค่าเกินเงินทอง สุขนี้ไปต่อสุขนั้น ไปโยงสุขโน้น ความทุกข์แทรกเข้ามาบ้าง ถือจับเบาๆก่อนปล่อยลา ให้ปลิวหายไป เด็กๆทำได้สบายๆ ร้องไห้ก็ไม่นาน

มหัศจรรย์ใจดวงเล็ก วัยเยาว์ เหมือนวันๆ มีแต่เล่น

ที่แท้ปล่อยวางเป็นเบิก…บาน

clip_image004มีเพียงผู้ตื่น เมื่อเช้ามืดเท่านั้นดอก

ที่ได้เห็นน้ำค้างเต็มไปหมด

ทั้งพฤกษ์ป่าและท้องทุ่ง

ป่าน้ำค้าง : กวีนิพนธ์

โดย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

สำนักพิมพ์ นาคร

clip_image006ทางมีหลายทาง ทุกที่ที่เท้าวางล้วนเป็นทาง ตาลุกาโปเดินพลางยังหัวร่อ โลกนี้ช่างดีจริง ต่างแบบต่างพันธุ์ อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ

๖ ต.ค. ๔๕

ในหุบเขา : กวีนิพธ์

โดย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

ป่าน้ำค้างและในหุบเขา เป็นคล้ายหนึ่งบทบรรยายความรื่นรมณ์ของธรรมชาติ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยข้อทวงถามหาวิถีทางของมนุษย์ผู้ยังอาศัยร่วมอยู่กับผืนป่าราวไพร

เป็นความเรียงบันทึกคืนวันขนาดสั้นกระชับในแต่ละบทตอนเพียงไม่กี่บรรทัดต่อวันคืนที่พ้นผ่านไปในสภาพแวดล้อมของลอนเมฆโอบไพรในมุมมองของกวีหนุ่มไม่มีวันตายท่านนี้

คุณที่รัก…

จงหว่านพืชพันธุ์อันดีงามลงสู่แผ่นดินของคุณเถิด ดูสิ…แม้วันนี้จะมีพายุร้าย ชาวประมงยังผลักไสบุตรออกผรญทะเล เพื่อพรุ่งนี้โลกจะได้นักเดินเรื่อผู้กล้า

-นักเพาะปลูก-

เสน่ห์อย่างหนึ่งของความเรียงนั้นคือ ใจความสาระที่ต้องการนำเสนอนั้นรวบรัด งดงามและไม่ยืดยาวจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการอ่าน ระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน

คล้ายการกล่าววาจาบอกเล่าความคิดที่ตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องเร่งเร้าอารมณ์บ่มความรู้สึกเพื่อคลี่คลายในท้ายตอนของบทความ แต่สำหรับพี่กนกนั้น เสน่ห์อีกอย่างคือความมีอารมณ์ขันในการเล่าเรื่อง อ่านแล้วซึ้งคิดถึงสาระและเอาความขำตบท้ายความให้แต้มยิ้มกับผู้อ่านเสมอ

ตาลุกาโปบอกว่าเสียดายผัดกูด แตกยอดเต็มพรืดไปทั่วขอบคลอง ฤดูนี้ ไม่มีใครคิดเด็ดไปผัดต้ม หมูหมากาไก่ก็ไม่หันแล แกจึงเด็ดมาเสียเต็มกระสอบ

ขูดมะพร้าวเจ็ดลูกเพื่อต้มกะทิ ไม่สนใจคำทัดทานของนังเมีย กินถ้วยเดียวก็อิ่ม รุ่งเช้าต้องเอาไปเททิ้งในลำคลอง เผื่อปูปลาจะรู้จักกิน แล้วเดินกลับมาด้วยน้ำตานองหน้า ตาบวมเป่ง ขี้มูกโป่ง นังเมียนั่งรอด่าหน้าหัวกระได

คนโง่ๆอย่างแกล่ะเป็นเศร้าไม่เข้าเรื่อง

ตาลุกาโปยิ่งขบเขี้ยว เรื่องนั้นข้าตัดใจแล้ว แต่ที่เจ็บไม่หายก็ตรงตัวต่อหัวเสือต่อยเอาเบ้าตา อีกหน่อยเถอะน่า.. พระจันทร์เหลือเสี้ยวเดียวเมื่อไหร่จะเผารัง เอาตัวอ่อนมาผักกะทิ กินให้หายอยาก

-๑๘ ธันวาคม ๔๕-

ป่าน้ำค้าง เป็นรูปแบบงานกวีที่มีความงดงามเรียบง่ายของธรรมชาติป่าไพร ในหุบเขา ส่วนใหญ่ของข้อความคือบันทึกเรื่องราวการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของชาวเขา เป็นประสบการณ์ชีวิตที่บรรยายผ่านตัวอักษร

น้ำค้างดับร้อน ขุนเขาให้พลังงานและความนับถือ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มบางทั้งสองเล่มของพี่กนก หากได้ลองคิดตามไตร่ตรองกรองความคิดเอาผลึกที่พี่แกร้องเรียงไว้ในอักษร

หน้าร้อนที่รุ่มเร้าชาวเมืองขณะนี้ ไอแดด ข่าวสารบ้านเมืองหรืออะไรก็ตามทีที่ฉุกเฉินขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย จำเป็นต้องอาศัยสติแรงใจที่เยือกเย็น เพื่อนำพาตัวตนและคนรอบข้างให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นอย่างสันติ

จะว่าไปแล้ว เคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องอาชญากรรมมากในพื้นที่ส่วนของรถไฟฟ้าใต้ดิน ท่านผู้ว่าการรัฐจึงมีความคิดที่จะเอาหนังสือไปไว้ในรถไฟเพื่อให้ผู้โดยสารได้หยิบอ่านในระหว่างการเดินทาง

จะว่าไปแล้วอีกเหมือนกัน เพียงเวลาไม่กี่เดือน สถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นลดลงไปมากจนเหลือเชื่อ ด้วยเพราะโครงการหนังสือในรถไฟนี้เอง มาลองคิดๆดู ในความคิดที่ว่าเอาหนังสือไปให้คนอ่านในรถไฟฟ้าใต้ดินก็เพราะว่า คนเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดจะรู้สึกเครียด และพาลคิดที่จะทำเรื่องไม่ดี หรือบางครั้งก็คิดจะทำเรื่องไม่ดีมาแต่ต้นอยู่แล้ว พอมาเจอสภาวะอันเหมาะสม ก็สามารถกระทำเรื่องราวนั้นได้อย่างไม่ต้องไตร่ตรองเลย

หนังสือจึงเป็นเหมือนตัวหยุดยั้งความคิดของผู้คนที่ไม่รู้จะทำอะไรดีเมื่ออยู่ใต้ดิน การมีหนังสือหรือแม้แต่ตัวหนังสือให้อ่านเพื่อฆ่าเวลาในระหว่างเดินทาง นอกจากช่วยหยุดช่วงความคิดของคนได้ ในหนังสือที่ดี ย่อมเป็นการเปิดความคิดที่ดี และสร้างแนวทางใหม่ๆให้คนอ่านได้มากมาย

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า

สันติภาพเกิดได้จากการอ่านจริงๆ …

– – –

เราอ่านหนังสือเพื่อความแน่ใจ

เพื่อจะได้แน่ใจว่าเรายังยิ้มให้กับความอ่อนโยน เมื่อตัวหนังสือเล่าถึงความอุ่นเมื่อ้อมแขนแม่โอบลูก เพื่อจะได้แน่ใจว่าเรายังไม่โกรธ เมื่อถึงตอนหมอเอาเปรียบคนจนที่เลี้ยงชีวิตด้วยความขาดแคลน

เพื่อจะได้หัวเราะ เมื่อคนเขียนเล่าว่าหนูน้อยคุยจ้อยๆกับหมอนที่มัดมุมเป็นหู เขียนเส้นเป็นหน้าแมว และเรารู้ว่าเส้นเราไม่ลึกเกินไป ได้ร้องไห้เมื่อน้ำตาแม่ทัพไหลริน และยืดอกเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งมีชัยในการรบเพื่อแผ่นดินเกิด

เราอ่านหนังสือ และได้รู้ว่าเราเป็นคนเต็มคน เราค้นลงไปในหน้าหนังสือเพื่อคุ้นเคยกับความสับสน และวันหนึ่งเราได้ค้นพบตัวเอง

-กิจการ ช่วยชูวงศ์-

2 Responses to bookreview : เอกเขนกใจ ใต้เงาอักษร

  1. ศิริ พูดว่า:

    ใช้เวลาที่อื่นเสียนานจนดึกดื่น พึ่งผ่านมาพบหน้าที่ถูกใจตอนร่างกายเริ่มอ่อนเพลียอยากพักผ่อน ก็เลยได้แค่รีบอ่านผ่านๆ ตรงโน้นนิดตรงนั้นหน่อย แต่ชอบจริงๆ ถูกใจ เสมือนเจอทุเรียนที่หอมหวานของโปรดหลังเดินออกจากร้านเหล้าแบบมีดีกรีประทับ ที่ใบหน้าด้วยความเเดงแรง”เมา” วันหน้าจะแวะมาใหม่ ถูกใจมากขอรับ

  2. bookblogstorage พูดว่า:

    ขอบคุณที่แวะเวียนเยี่ยมชมครับผม
    🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: