bookreview : มูซาชิ

 

อากาศร้อนลอยตัวขึ้นบน มวลลมไหลเนืองเข้าแทนที่ความว่างเปล่า ทดแทนเติมเต็มมิให้อันตรธานหาย สรรพสิ่งล้วนจุนเจือซึ่งกันและกัน

ข้าพเจ้า – เฝ้าคอยรถคันหนึ่ง ในขณะที่รถอีกหลายคันเทียบชานชรา ที่แห่งนี้เป็นทั้งจุดเริ่มและจบในจังหวะทำนองที่แตกต่างไม่เพียงกี่เสี้ยวนาที วินาที และ หนึ่งลมหายใจ หลายชีวิตหลายลมหายใจในสถานที่แห่งเดียว

เก่าไปใหม่มา ชีวิตหรือ ก็มีเท่านั้น

ชานชราคราคร่ำไปด้วยคนหลากวัย เด็กน้อยเด็กทารก วัยรุ่นคนหนุ่มสาว ความอ่อนเยาว์ความสดใหม่ของชีวิตเติมพลังและผลักดันให้คนเดินทางแสวงหาสิ่งแปลกใหม่เสมอ

ข้าพเจ้า หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา(แม้การฆ่านั้นจะไม่มีศพก็ตามที) ในระหว่างที่อายุค่อยๆมากขึ้นในเชิงจำนวน ทว่าลดลงในเชิงสัจธรรม  มันเป็นหนังสือเล่มหนาพอดู  คะเนจากน้ำหนักน่าจะตกอยู่ที่หกร้อยหน้า เนื้อหาภายในเกี่ยวกับซามูไรญี่ปุ่นคนหนึ่ง เรื่องเล่าว่าเขาผ่านการต่อสู้ทั้งหมด ๖๐ ครั้ง ไม่เคยแพ้แม้เพียงครั้งเดียว ทว่าสิ่งที่เขาใช้เวลาฝึกฝนขัดเกลาตัวตนอยู่ช้านานกลับเป็นตัวตนของเขาเอง

เรื่องราวนั้นบอกเล่าชีวิตของคนผู้หนึ่งนับตั้งแต่วัยหนุ่ม ที่เดินทางไปตามสัญชาตญาณของวัย จนพบกับจุดตกต่ำที่สุดของชีวิต จุดสูงสุดของชีวิต และจุดสุดท้ายคือปล่อยวางสู่ความว่างเปล่า(สุญญตา)

DSC00673มูซาชิ : ฉบับท่าพระจันทร์

จากอมตะนิยายเรื่อง มิยาโมโต้ มูซาชิ ของนักเขียนชาวญี่ปุ่น โยชิคาวา เอญิ  เรียบเรียงโดย : สุวินัย ภรณวลัย

เนื้อหาภายในแม้จะกล่าวถึงความเป็นนักสู้ผู้หนึ่ง นักฝึกฝนพัฒนาตัวเองผู้หนึ่งก็ตามที ทว่าบุคคลที่รายรอบนั้น จะมองข้ามไปเสียก็หาได้ ด้วยเพราะบุคคลเหล่านี้นับเป็นขบวนขับเคลื่อนสำคัญในการแปรเปลี่ยนวิถีดาบซามูไรของชายหนุ่มผู้หนึ่ง บุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใหญ่ผู้สูงอายุทั้งสิ้น

มูซาชิเดิมนั้นเป็นบุตรชายของซามูไรในสังกัดของ อิชิดะ มิสุนาริ ฝ่ายตะวันตก ชื่อ มูนิไซ ซึ่งได้ทำสงครามแย่งชิงอำนาจการปกครองกับฝ่ายตะวันออก เด็กชาย ทาเกโช (ชื่อเดิมของ มูซาชิ) มีความไฝ่ฝันในภาพของชื้อเสียงและฝีมือซามูไร จึงเข้าร่วมสงครามด้วยตั้งแต่อายุ สิบเจ็ดปี

สงครามเสร็จสิ้น ฝ่ายตะวันตกพ้ายแพ้เพราะเกิดการหักหลัง ทาเกโช รอดชีวิตมาได้ แต่ก็ตกเป็นเชลยสังคม เขาต่อสู้แบบหมาจนตรอก และรอดชีวิตเสมอ ไม่ต่างจาก ‘นักล่า’

บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการนำพามูซาชิให้เดินเข้าหาวิถีที่ถูกต้องท่านแรกคือ พระเซ็นรูปหนึ่งมีนามว่า ทากุอัน

เพราะได้ช่วยเหลือ โอซือ หญิงคนรักของมูซาชิจากความหัวงูของซามูไรผู้หนึ่ง ทากุอันรับปากว่าจะ จะอาสาจับตัวมูซาชิ ด้วยตัวเอง หากแต่ว่า เมื่อจับตัวได้แล้ว วิธีการลงโทษนั้น ทากุอันขอเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งภายหลังมูซาชิก็ยินยอมให้ท่านทากุอันจับตัวโดยง่าย

“พวกอาตมาปีนเขาขึ้นมานี่เพื่อจับเธอน่ะ ทาเกโช!!!”

ผมไม่รู้สึกตกใจเลยกับคำตอบเช่นนี้ของทากุอัน แต่ผมแปลกใจเท่านั้น ทากุอันพูดตะล่อมผมต่อไปว่า

“ไหนๆ เธอก็ไม่มีวันรอดพ้นเงื้อมมือกฏหมายไปได้หรอกนะ ทาเกโช เพราะฉะนั้น ถ้าต้องถูกจับแล้ว เธอควรยอมให้’เชื่อกแห่งธรรมะ’ของอาตมาเป็นผู้มัดตัวเธอไปดีกว่ามิใช่หรือ เพราะอย่างน้อยวิธีการของอาตมาก็ยัง’มีความเป็น’ มากกว่าวิธีการจับของพวกทหารเหล่านั้นมากนัก จริงมั้ย”

“แต่ผมไม่อยากถูกจับนี่ครับ?”

“ฟังให้ดี ทาเกโช อาตมาเข้าใจความรู้สึกของเธอดีว่า เธอคิดจะสู้จนตัวตาย แต่คิดดูให้ดีนะ เธอแน่ใจแล้วหรือว่าเธอจะชนะ?”

“ชนะใครหรือครับ?”

“ก็ชนะพวกมนุษย์ที่เธอเกลียด ชนะกฏหมายบ้านเมือง และชนะตัวเธอเองน่ะซิ!!”

เหมือนฟ้าเปรี้ยงผ่าเข้ามาที่ใจกลางกระหม่อมของผม ใบหน้าของผมบิดเบี้ยวราวกับจะร้องไห้

“ผมคงแพ้แน่นอนครับ แต่ถึงจะแพ้ ผมก็จะใช้ดาบของผมฆ่าฟันไอ้พวกคนที่ผมเกลียดนี้ให้มากที่สุดให้จงได้ ผมจะฟันพวกมัน ฟัน!! ฟัน!! ฟัน!! พวกมัน”

“แล้วพี่สาวของเธอล่ะ ทาเกโช? โอกินพี่สาวเธอที่ตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ในคุกด่านฮินางูระอยู่ล่ะ เธอจะทำยังไง?”

“…” ผมถึงกับนิ่งอึ้งเมื่อเจอไม้นี้ของทากุอัน เขารีบกล่าวสำทับอีกว่า

“พี่สาวที่แสนจะอ่อนโยนและรักน้องอย่างโอกิน กับชื่อเสียงของพ่อเธอของตระกลูเธอ ที่สืบเช้อสายมาจากตระกูลอาคามัทสุที่โด่งดังนี่เล่า เธอจะทำอย่างไรหือ ทาเกโช?”

ผมยกมือปิดหน้าพร้อมร้องไห้ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

“ผมไม่ทราบครับ ฮือ.. ฮือ.. จะเป็นอย่างไรก็ช่างครับ ฮือ.. ฮือ..”

“เจ้าโง่!!” ทากุอันตวาดใส่ผม พร้อมทั้งต่อยหมัดเข้าใส่ใบหน้าผมอย่างเต็มแรงหนึ่งหมัด โดยที่ผมไม่ได้ต่อต้านเลย

“เจ้าเด็กอกตัญญู!! ทากุอันคนนี้จะลงโทษเจ้าแทนพ่อแทนแม่แทนบรรพบุรุษของเจ้าให้ นี่แน่!! เจ็บมั้ย นี่แน่ะ!!”

“เจ็บครับ”

“ถ้าเจ็บแสดงว่าเธอยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่..โอซือ หนูไปหยิบเชือกนั้นมามัดทาเกโชที เร็วเข้าสิ มัวหวาดกลัวอยู่ทำไม ทาเกโชเขายอมให้พวกเรามัดตัวแล้ว เพราะเชื่อที่จะมัดตัวเขาเส้นนี้มิใช่’เชือกแห่งอำนาจรัฐ’ แต่เป็นเชือกแห่ง’เมตตาธรรม’!!”

จากตอน : ถูกจับด้วยเสียงขลุ่ย

หลังจากถูกจับได้ ทาเกโชถูกทากุอันทำโทษโดยให้ไปนั่งอ่านหนังสือใน’ห้องแสงธรรม’เป็นเวลาสามปีที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น มีเพียงหนังสือธรรมะและตัวเอง

ทาเกโชออกจากห้องแสงธรรมพร้อมกับชีวิตใหม่ จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น มูซาชิ นั่นเป็นเพียงตอนจบของการเป็นนักล่า มูซาชิจ้องผ่านการฝึกฝนในการเป็นนักรบ และในท้ายสุด สิ่งที่เขาต้องเอาชนะหาใช่คู่ต่อสู้ หากแต่เป็นตัวของเขาเอง

จากผู้อ่าน : ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อรวมครั้งนี้ก็นับว่าเป็นครั้งที่สามแล้ว ทว่าในการอ่านแต่ละครับ ในวันเวลาที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ค้นหาและเก็บเกี่ยวได้ก็แตกต่างกันไปเช่นกัน ครั้งแรกนั้นอ่านเพราะเป็นหนังสือของนักต่อสู้ ดาบซามูไรและฉากต่อสู้อันดุเดือด ครั้งต่อมาข้าพเจ้าอ่านลึกลงไปในวิถีฝึกฝน ข้าพเจ้าหาได้มองเห็นเลือดและคมดาบ หากแต่เห็นถึงการฝึกตนอย่างแท้จริง

และครั้งนี้ ข้าพเจ้ามองย้อนกลับออกมาภายนอก มองถึงสิ่งแวดล้อมที่กอปรให้เกิดวิถีของมูซาชิ สิ่งต่างล้วนหนุนนำให้เขาเดินทางเข้าสู้ครรลองอันควรจะเป็น

มูซาชิ หาได้เป็น หมาป่าเดียวดาย แต่มีอะไรและใครอีกมากมายรอบข้างเขา เพื่อเสริมส่งขัดเกลาให้งดงาม

หินกรวดไม่สามารถกลมกลึงเกลี้ยงเกลาด้วยตัวมันเองฉันใด

ชีวิตคนก็เป็นเช่นนั้น ดุจเดียวกัน

2 Responses to bookreview : มูซาชิ

  1. ดเนตร พูดว่า:

    ไม่ทราบว่าที่ไหนมีขายบ้าง……หาซื้อไม่ได้เลยครับ…มีที่ซื้อยังไงรบกวนด้วยนะครับ

    • swordbelt พูดว่า:

      ร้านหนังสือดวงกมลน่าจะยังมีอยู่ครับ แต่เท่าที่ผ่านตามา ร้านทั่วๆไปอย่างซีเอ็ดก็เห็นอยู่นะครับ เพียงแต่ ปกอาจเปลี่ยนสีไปบ้าง เลยไม่ทั่นสังเกตุ : )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: