bookreview:วิถีแห่งปราชญ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

การเริ่มต้นใหม่นั้นเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้เสมอ
หากจิตใจเรายังต้องการมันอยู่

เริ่มต้นปีใหม่ผ่านมาจนทบได้หนึ่งเดือนแล้ว หลายๆอย่างดีขึ้น และหลายอย่างยังคงย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างที่คิดที่พูดถึงกัน ในเดือนนี้ถ้าไม่กล่าวถึงเรื่องความรัก ก็จะเป็นเรื่องของการไม่ร่วมกระแสแห่ตาม

ทั้งที่เรื่องของความรักนั้น เป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันเสมอในทุกขณะนาทีอยู่แล้ว เพราะหากวันใดคุณตื่นเช้ามาและตลอดทั้งวันคุณไม่เห็นหรือได้ยินคำว่ารักผ่านสื่อต่างๆเลย วันนั้นแสดงว่าคุณยังหลับฝันอยู่ แม้แต่ในความฝันก็เถอะข้าพเจ้าคิดว่ายังคงเจอะเจอความรักได้เหมือนกัน มันมากเสียจนรู้สึกว่า ถ้อยความนั้นมากมายเกินกว่าที่ตัวตนของความรักนั้นจะมีอยู่จริง

วิถีแห่งโลกปัจจุบันขณะเป็นเช่นนั้น ต้องการความรักมากมายเพื่อถมลงไปในพื้นที่ว่างเปล่าภายใน แล้วใช้มันอย่างกระหายอยาก หมดแล้วจึงเที่ยวท่องแสวงหามันอยู่เรื่อยไป ความรักหมายถึงสิ่งใด? เป็นวิถีทางหนึ่งเพื่อให้เราพ้นทุกข์หรือไม่ คำตอบมีมากมายเกินกว่าจะนึกถึง

ในความวุ่นวายสับสนขณะนี้ จึงอยากบอกเล่าถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่พอจะทำให้จิตใจวัยรุ่นวุ่นรักได้สงบลงเสียบ้าง พักเรื่องรัก มาปรับวิถีคิดวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันบ้างเป็นไร

e0b8a7e0b8b4e0b896e0b8b5e0b981e0b8abe0b988e0b887e0b89be0b8a3e0b8b2e0b88ae0b88de0b98c

วิถีแห่งปราชญ์ : ปฏิปทา จริยาวัตร ของ พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ. ปยุตฺโต )

กล่าวนำ : กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงเคยผ่านตามาบ้าง อาจจะบางบทบางตอนซึ่งมีการคัดเอามายกถึง หรือว่าอาจเป็นได้ว่าเคยผ่านตาทั้งเล่มมาแล้วก็ดี ทว่าก็อยากบอกเล่าเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ย้ำเข้าไปอีก เพื่อสำหรับบางท่านที่ยังไม่เคยอ่านหรือผ่านตามาเลย

รูปแบบ : เป็นเรื่องเล่าบันทึกขนาดสั้น ไม่ยาวมากนัก เนื้อหาในแต่ละตอนไม่ได้ต่อเนื่องกันจึงสามารถเปิดอ่านตอนไหนก่อนก็ได้ ไม่ว่าจะอ่านจากตอนหลังมาหน้า หรือหน้าไปหลัง จากตอนกลางก็สามารถได้เนื้อหาในส่วนตอนนั้นๆเหมือนกัน (จึงมีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นตอนต่อเนื่องกัน) เนื้อหาทั้งหมดในเล่มรวมแล้ว ๑๔๐ ตอน เล่มหนาประมาณหน้าได้สี่ร้อยกว่าหน้า แต่อ่านจบโดยไม่รู้สึกหนักเหนื่อยประการใด

เนื้อหา : แบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่คือ หนึ่งหลักธรรมคำสอน และสองเรื่องเล่าหลักปฏิบัติในแต่ละรายละเอียดของการใช้ชีวิตในประจำวันของพระพรหมคุณาภรณ์ เป็นวิถีที่ดำเนินผ่านไปอย่างปกติสุขและสงบ ซึ่งจะว่าไปแล้ว สามารถปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตและหลักคิดของคนทั่วไปได้เช่นกัน กล่าวคือโดยเนื้อแท้แล้วการเป็นปราชญ์นั้น ก็คือการใช้ชีวิตดำเนินวิถีในแต่ละวันให้ผ่านไปอย่างคนปกติธรรมดานี้ละ

ในตอนหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับเรื่องความธรรมดานั้นกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

ตอนที่ ๙๒ : ธรรมดานี่แหละยากที่สุด

ท่านเจ้าคุณฯ เคยพูดถึงเรื่อง’ธรรมดา’ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ธรรมดานี่แหละยากที่สุด พุทธศาสนาเป็นเรื่องของธรรมดา และให้เข้าถึงธรรมดาเท่านั้นเอง แต่ใครเข้าถึงธรรมดานี่แหละ คือสำเร็จ ไม่มีอะไรยากไปกว่าเรื่องธรรมดา ใครถึงธรรมดา คนนั้นสมบูรณ์เลย

เราต้องรู้เรื่องธรรมดา เพราะเมื่อเรารู้ความจริงที่เป็นธรรมดานั้นแล้ว เราจะได้ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้อง เหมือนรู้ความจริงของไฟแล้ว ก็ปฏิบัติต่อไฟให้ถูกต้อง และเอาไฟมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

การที่พระพุทธเจ้าตรัสคำสอนต่างๆนั้น พระองค์ก็เอาความจริงของธรรมดาเป็นฐาน ถ้าใช้คำศัพท์สมัยใหม่ก็คือ เอาสัจธรรมมาเป็นฐาน คือสอนว่าความจริงเป็นอย่างนี้นะ เมื่อความจริงเป็นแบบนี้ ถามว่า เราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร ตอนนี้แหละ ธรรมดาคือความจริง หรือสัจะรรมก็เรียกร้อง หรือบังคับเราอยู่ในตัวว่า ถ้าคุณเป็นอยู่ในตัวให้ดีจริง คุณจะต้องดำเนินชีวิตอย่างนี้ คุณต้องทำอย่างนี้ คุณต้องทำเหตุปัจจัยอย่างนี้

เมื่ออ่านเรื่องตอนนี้ก็ต้องลองหันมามองย้อนดูตัวเราเหมือนกันว่า ที่เราทุกข์ใจไม่สบายกายในขณะนั้น อันเนืองมาด้วยเพราะเราใช้ชีวิตอย่างไม่ปกติธรรมดาหรือไม่ อย่างไรมากไป อย่างไรน้อยไปได้เคยหยุดนิ่งครุ่นคิดกรองดูแล้วหรือยัง บ้างก็ว่าทำดีแล้วกรองดูแล้ว นึกไม่ออกคิดไม่แตกเสียทีว่าเหตุใดความทุกข์ยังคงอยู่

มีบทตอนหนึ่งกล่าวไว้เช่นกันเกี่ยวกับ เหตุผลที่ว่า ทำไมเมื่อกระทำทุกอย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องดีงามแล้ว ความทุกข์ยังคงมีอยู่

ตอนที่ ๑๐๓ : ปัจจัยสามัคคี

ครั้งหนึ่งในงานกฐินของวัดญาณเวศกวันประจำปี พศ. ๒๕๔๔ ท่านเจ้าคุณฯได้แสดงธรรมเทศนา ความยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง มีตอนหนึ่งพูดถึงเรื่องปัจจัยสามัคคี มีเนื้อหาน่าสนใจมากดังนี้

” ทุกอย่างในโลกนี้ เช่นเดียวกันต้องมีปัจจัยสามัคคี อย่างโยมทำกรรมดี หลายท่านพูดฉันทำดีแล้วไม่เห็นได้ดี ดยมเคยสำรวจบ้างไหมว่า ได้ทำปัจจัยพร้อมไหม ทำเหตุอย่างเดียว อย่าไปนึกว่าจะได้ผลที่ต้องการ ผลก็ได้เป็นลำดับ ผลของกรรมนั้นโดยตรงได้ทันที ผลที่ออกไปสู่ความชื่นชมของคนอื่น ผลในการที่สังคมนิยมชมชอบ ผลในการได้ผลตอบแทน เป็นผลต่างๆซึ่งต้องอาศัยปัจจัยแต่ละอย่างมาประกอบ เมื่อปัจจัยพรั่งพร้อมแล้วจึงเกิดผล ผลก้เกิดจากความพร้อมของปัจจัยนั้น

เพราะฉะนั้น คนที่จะทำกรรมให้ได้ผลดีต้องเป็นคนที่นอกเหนือจากมีความดีแล้ว ต้องมีปัญญาด้วย ปัญญาจะเป็นตัวตรวจสอบปัจจัยที่เราทำ ว่าในขณะนี้ พร้อมที่จะได้ผลที่เราต้องการรึเปล่า เมื่อยังไม่พร้อม ขาดตกบกพร่องตรงไหน ก็จะได้ทำปัจจัยให้พร้อมในคราวต่อไป และสามารถพัฒนาปรับปรุง ทำกรรมให้เป็นกุศลยิ่งขึ้น ถ้าใช้ภาษาปัจจุบันก็เรียกว่า’พัฒนากรรม’

ถ้ามัวโอดโอยว่า ทำกรรมดีแล้วไม่ได้ผลดี อย่างนี้ยาก ก็ไม่ได้ผลอยู่นั่นแหละ เพราะไม่เคยสำรวจตรวจสอบตัวเอง แม้แต่ทำกรรม ก็ต้องมีปัจจัยสามัคคี มีความพรั่งพร้อมของปัจจัย และผลก็จะเกิด อันนี้เป็นตัวอย่างเรื่องความสามัคคี ให้โยมเห็นว่า สามัคคีนี้สำคัญมาก ทั้งในแง่หมู่ชน ทั้งในแง่ปฏิบัติธรรม ทั้งในแง่กระทำกิจทุกอย่าง ที่เรียกปัจจัยสามัคคี ให้ปัจจัยพรั่งพร้อม”

มีบางตอนที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่ทำงานหรือกำลังศึกษาหาความรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางสถานการบ้านเมืองยามนี้ ข่าวสารมากมายหลั่งไหลออกมาอย่างไม่มีการกรอง ทั้งความคิดเห็นและข้อเท็จจริงสับสนกันไปหมด หากไม่มีหลักในการเสพรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ ย่อมทำให้การตัดสินใจ หรือสภาพใจที่ต้องโดนกดดันด้วยข่าวสารย่ำแย่ไปตามกัน ผู้เขียนจึงขอยกอีกบทตอนหนึ่งให้ได้ผ่านตากัน (แม้จะมีคนเคยอ่านแล้วก็ตามที)

ตอนที่ ๑๒๐ : ปฏิสัมภิทา ๔

ครั้งหนึ่ง มีพระสันธิวิหาริกรูปหนึ่งได้ขอให้ท่านเจ้าคุณฯ อธิบายหลักธรรมข้อ ปฏิสัมภิทา ๔ ให้ท่านอรรถาธิบายดังนี้

ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ปัญญาแตกฉาน เป็นปัญญาที่ช่วยในเรื่องข่าวสารข้อมูล งานสอน งานสื่อสาร ให้ใด้ผลสำเร็จสูงสุด มี ๔ ประการ เป็นฝ่ายรับ ๒ ประการ เป็นฝ่ายใช้ ๒ ประการ คือ

๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ เมื่อฟังดูหรือรับข่าวสาร ต้องเข้าใจความหมายให้ถูกต้อง ชัดเจน เข้าถึงเนื้อหาสาระ ตัวอย่างเช่น เมื่ออ่านหนังสือทั้งเล่ม ต้องถามตัวเองว่า เข้าใจเรื่องทั้งหมดแจ่มแจ้งหรือไม่ สามารถแบ่งซอยได้ว่า แต่ละตอนมีความหมายอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะไม่ยอมให้ผ่านไป ต้องพยายามศึกษาให้เข้าใจให้ได้

๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม เมื่อสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระในข้อ ๑ ได้แล้ว ต้องสามารถสรุปย่อหรือตั้งเป็นหัวข้อได้ และหัวข้อที่สรุปมานั้น สามารถสืบสาวมองเห็นรายละเอียดหรือสาระทั้งหมด จับหลัก จับสาระได้ พอจับหลักได้ ก็สามารถจับประเด็นได้ เมื่อจับประเด็นได้ ก็จะรู้ว่า แก่นของเรื่องอยู่ที่ไหน ไม่พร่าไม่เลื่อนเปื้อน หรือหลงไปผิดทาง

ทั้งสองข้อแรกเป็นฝ่ายรับ ต่อไปฝ่ายใช้การ

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ มีความสามารถในการเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสม มีเทคนิคการใช้ภาษาที่เชี่ยวชาญ คือสามารถถ่ายทอดให้ผู้ฟัง เข้าใจอย่างต้องการให้เข้าใจ ทั้งขยายและสรุปความ

๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบซึมซาบความรู้ที่มีอยู่แล้ว สามารถเอามาเชื่อมโยง นำมาสร้างเป็นความรู้ใหม่ เข้ากับกรณี หรือเหตุการต่างๆ เพื่อใช้แก้ปัญหา และจัดการกิจการธุระการงานให้ได้ผลสูงสุด

กล่าวอย่างสรุปความอีกรอบคือ การรับฟังข่าวสารหรือการอ่านกรองเอาข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระนั้นต้องเข้าใจประเด็นและพยามยามศึกษาให้ลงไปจนเห็นจริงใช้ว่าฟังอ่านเอาเพียงผ่านๆ จากนั้นจึงสามารถทำการสรุปเรื่องราวและแก่นสาระของเรื่องนั้นๆได้ เมื่อเป็นไปตามลำดับจึงสามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจนั้นต่อผู้อื่นได้ และสุดท้ายคือ สามารถใช้องค์ความรู้นั้น สร้างสรรค์องค์ความรู้ชุดใหม่ขึ้นมาโดยการเชื่อมโยงกรณีในหลายๆข้อเข้าหากัน จึงมีอีกเรื่องราวหนึ่งซึ่งขอยกเข้ามาไว้ ณ ที่แห่งนี้เช่นกันเพื่อให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นบทที่กล่าวถึงเรื่อง “ความรู้กับความคิดเห็น”

ตอนที่ ๕๙ : ความรู้กับความคิดเห็น

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านเจ้าคุณฯมักพูดให้ศิษย์ฟังเสมอ คือ เรื่อง ความรู้กับความคิดเห็น

ท่านบอกว่า สังคมไทยเวลานี้ ชอบแสดงความคิดเห็น แต่มักไม่หาความรู้ให้ลึกและชัดเจนเพื่อมาแสดงความคิดเห็น ให้ความคิดเห็นนั้นตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

หรือพูดอีกอย่างคือ ชอบแสดงความคิดเห็นจากความรู้สึก ไม่แสดงความคิดเห็นจากความรู้ที่ชัดเจน เมื่อแสดงความคิดเห็นที่ไม่มีความรู้ ความคิดเห็นนั้นก็จะเป็นความรู้สึกไป ความรู้สึกยิ่งเป็นตัวซ้ำเติม สรุปว่า มีความคิดเห็นกับความรู้สึก

ความรู้มีสองขั้นตอนคือ

๑. ข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้อง ซึ่งให้อย่างเป็นกลาง ไม่มีความคิดเห็นและความรู้สึกประกอบความรู้อย่างนี้ ภาครัฐและสื่อสารมวลชนต่างๆมีหน้าที่นำเสนอแก่ประชาชน เพราะมีความเป็นกลางอยู่ในตัว ไม่ต้องไปกลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งใคร เพราะมันเป็นข้อเท็จจริง ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร
๒. ความรู้คือปัญญาขั้นจัดสรรค์ดำเนินการ ได้แก่ ความสามารถในการแสดงความเห็นบนฐานของข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆอย่างรอบด้านบริบูรณ์ที่สุด

เมื่อมีความรู้บริบูรณ์แล้ว จึงเหมาะสมที่จะแสดงความคิดเห็น และควรที่จะแสดงความคิดเห็นของตนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เช่น การพูดว่า เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา เท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นอย่างนี้ๆ ไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างตัดสินชี้ขาด

เท่าที่ปรากฏในสื่อ ส่วนใหญ่มักไปจับข้อมูลนิดๆหน่อยๆ บางแง่บางด้านเท่านั้น ก็เขียนด่าว่า ด้วยถ้อยคำรุนแรงก็มี

หากมีความรู้ไม่พอ และอยากแสดงความคิดเห็นเท่าที่ทำได้ น่าจะเป็นเสนอแง่คิดเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินชี้ขาด โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

ในหมวดหมู่ของหลักคิดหลักธรรมนั้น ในหนังสือยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจ อย่างหัวข้อ การสร้างสรรค์อารยธรรม(ตอนที่๘๒) ฉันทะ: ความอยากที่เป็นกุศล(ตอนที่ ๙๓)และอีกมากมายซึ่งมีคุณค่าต่อแนวคิดแนวทางการสร้างสรรค์สังคมให้เกิดองค์ความรู้และสำนึกในวิถีแท้ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจสามารถหาอ่านได้ทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต ด้วยเพราะมีหลายท่านที่นำเอาข้อความในหนังสือพิม์ลงเผยแพร่อยู่เหมือนกัน อย่างที่ผู้เขียนทำอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน

ในความรู้หลักธรรมนั้นก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเข้าใจเรื่องราวบางเรื่องมากขึ้น หากแต่จริยาวัตรของท่านเจ้าคุณฯก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านประทับใจ และอาศัยหลักปฏิบัตินั้นเพื่อพัฒนาตัวตนให้ดีขึ้นกว่าแต่เดิม เหมือนอย่างเช่นตำราเชวี่ยนเสียว์ ของสวินจือ บันทึกไว้ได้ความว่า

หากมัวครุ่นคิดหาหลักการและเหตุผล มิสู้ให้เวลากับการศึกษาเรื่องราวอย่างจริงจัง หากคิดเดินทางเพื่อสายตาที่ยาวไกล มิสู้ป่ายปีนขึ้นเขาสูง เพื่อเปิดโลกทัศน์กว้าง การโบกมือยังที่สูง เหตุมิใช่แขนยาวใหญ่ขึ้น แต่ผู้คนที่อยู่ไกลก็สามารถมองเห็น เสียงตะโกนกู่เรียกตามลม มิใช่ส่งเสียงดังยิ่งขึ้น แต่ผู้คนก็ได้ยินชัดเจน การขับขี่ยวดยานพาหนะ มิใช่สองเท้าวิ่งได้รวดเร็วขึ้น แต่ก็สามารถเดินทางไกลนับพันลี้ การโดยสารเรือล่องนาวา แม้มิต้องเชี่ยวชาญทางน้ำ ก็สามารถข้ามผ่านลำนำที่กั้นขวาง

ผู้มีปัญญา มิได้สามารถพิเศษล้ำเหนือผู้อื่น แต่สามารถหยิบยืมประโยชน์ใช้จากสิ่งรอบข้าง

ท่านเจ้าคุณเป็นปราชญ์ที่เอาใจใส่สิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ต้นไม้ และองค์ความรู้ที่นอกเหนือจากพระธรรมคำสั่งสอน เพื่อที่จะสามารถแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็น เรื่องราวอันเป็นประโยชน์ ส่งคืนสิ่งต่างๆรอบข้างเช่นกัน อย่างที่ท่านเจ้าคุณได้มีความกล่าวในเรื่อง เมตตาธรรม

“อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องที่อาตมาต้องอนุโมทนาขอบคุณท่านผู้อื่น รวมทั้งญาติโยมด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ว่า อาตมาเมตตาญาติโยม ทำอะไรให้ญาติโยมฝ่ายเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว ที่อาตมามีทุกวันนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณคนเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดเรื่องเมตตาธรรมกันจริงๆ แล้ว ต้องพูดด้วยว่า ญาติโยมมีเมตตาธรรมกับอาตมาด้วยเช่นกัน”

ถ้อยความนี้ทำให้นึกถึง บทหนึ่งของตำราของท่านเล่าจื้อ ปราชญ์แห่งแดนมังกร

วิถีแห่งฟ้า มิเสมือนดั่งน้าวคันศรดอกฤา
สูงนักก็ลดลง ต่ำเกินก็ยกขึ้น ล้ำเกินก็เจียดออก ไม่พอก็เติมเข้า
วิถีแห่งฟ้านั้น ก็คือการเจียดส่วนเกินมาเติมให้พอ วิถีแห่งมนุษย์กลับมิเป็นเช่นนั้น
ด้วยเจียดส่วนที่ไม่ไม่พอไปอุดหนุนส่วนที่เกินอยู่ ผู้ใดเล่าที่สามารถเจียดส่วนเกินอุทิศแก่โลกหล้าได้

มีแต่ผู้ทรงธรรมวิถีเท่านั้น ดังนั้น อริยมนุษย์ จึงกระทำโดยการไม่มี สำเร็จกิจโดยไม่ยึดครอง เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่ปรารถนาสำแดงแววอริยะใดๆ

จึงเห็นได้ว่า หากขาดแล้วซึ่ง เมตตาธรรม ไหนเลยจึงมีการเจียดส่วนเกินของตนมาใส่ในส่วนที่ขาดของผู้อื่น สังคมเราโดยมากวุ่นวายกับชีวิตก็มีทั้งที่คอยแต่จะเจียดส่วนผลของผู้อื่น นำมาเสริมลงในส่วนของตน ทั้งๆที่มีมากเกินและเพียงพออยู่แล้ว กับที่คอยเจียดของตัวเองให้กับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร สูญเปล่าไปกับเรื่องราวเหล่านั้น ทั้งนี้อาจเนื่องด้วย ไม่เข้าใจในวิถีอันเป็นความธรรมดาปกติ และต่างเห็นไปตามกระแสที่คนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นชอบกัน โดยขาดหลักของการไตร่ตรองที่ดีที่เป็นกุศล

ท้ายนี้ : เท่าที่ข้าพเจ้าคิด เห็นได้ว่า ‘ปราชญ์’ จึงมิใช่หมายถึงผู้พร้อมด้วยความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องกอปรด้วยหลักเมตตาธรรมเพื่อเป็นประโยชน์สุงสูดต่อผู้คนโดยมาก และแม้จะกระทำการใดใหญ่ยิ่งเพียงใด ก็ยังถ่อมตนไม่เรียกร้องสำแดงอาการอันใดอันเป็นการส่งเสริมชื่อเสียง ยังอยู่ในวิถีแห่งธรรมโดยสันโดษเสมอมาและตลอดไป

วิถีชีวิตคนทั่วไปแท้จริงแล้วใช่ว่าห่างไกลออกไปจากวิถีของปราชญ์นัก หากแต่เพียงใช้สติ พิจารณาเรื่องราวต่างๆอย่างนิ่งสงบแล้ว ในลำดับต่อมานั้นย่อมมีผลปัจจัยให้เป็นไปเอง นั้นขึ้นอยู่ว่า เราได้หยุดและเริ่มคิดเริ่มทำกันอย่างจริงใจกับตัวเองเพียงใด

ความรักก็เช่นกัน หากไม่เกินเลยความธรรมดาปกติ ความรักก็นำมาซึ่งความสุขสงบได้เหมือนกัน ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความรักเช่นนั้น ด้วยมิตราภาพเช่นเคย

“อย่างไรก็ตาม การยืนมองโลกโดยลำพังบนที่สูง แม้ให้ความรู้สึกสงบล้ำลึก ทว่า บนพื้นพิภพ จะมีสักกี่คนเล่าที่สามารถยืนคนเดียวได้เป็นเวลาเนิ่นนาน”

-คนบนเกาะ: เพลงเอกภพ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: