bookreview : ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ

ชีวิตเป็นศิลป์ชีวิต คือ การดำรงชีวิต
เป็นศิลป์ คือ ต้องการความรู้และความพากเพียร
มิไช่ปล่อยให้ขึ้นเองอย่างหญ้าบอน-พุทธทาสภิกขุ-

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในวันแดดจัด (จัดว่าร้อนมาก) ข้าพเจ้าเดินหลบความร้อนเข้าไปในหอศิลป์แห่งหนึ่ง เป็นอาคารขนาดสี่ห้าชั้นใจกลางเมือง เจ้าหน้าที่ต้อนรับยิ้มแย้มชวนคุยราวกับว่านานๆจะมีคนผ่านเข้ามาสักที ภายในอาคารใหญ่กว้างสว่างด้วยไฟหลอด แบ่งงานแสดงเป็นสองส่วน ส่วนชั่วคราวและถาวร ณ.วันนั้นไม่มีงานแสดงชั่วคราว ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปด้านบนเป็นส่วนจัดแสดงงานถาวร

เป็นหนแรกที่ข้าพเจ้ามีโอกาสสัมผัสภาพเขียนงานเขียนที่มีขนาดใหญ่กว่ากระดาษเอสี่หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ เฟรมภาพเขียนขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างเรียงสลับกันไป เป็นชิ้นงานของศิลปินหลายๆคน หลายภาพเป็นรูปวาดเชิงพุทธศิลป์ บางภาพเป็นงานกราฟฟิก มีเส้นสายไม่กี่เส้นแต่มีคำอธิบายใต้ภายยาวกว่าเส้นที่อยู่ในเฟรมสีขาวเสียอีก มีเพียงภาพเดียวที่คล้ายมีมือวิเศษจูงจับร่างข้าพเจ้าให้เดินเข้าไปหาอย่างไม่รีรอ

ภาพที่เห็นเป็นภาพ “ใต้ถุนบ้าน” เป็นใต้ถุนบ้านเรือนไม้สีเข้ม อุปกรณ์ประกอบการงานเกษตรวางเรียงราย แสงแดดอ่อนๆ ทอฉายช้อนเข้ามาในพื้นที่ ดินสีดำชื้นถูกแบ่งเป็นสองสีตามช่องตามจังหวะที่แสงผ่านเข้ามา ในกระบุงมีข้าวเปลือกสีเหลืองพูน เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์มองไปแล้วเป็นสีทองอร่าม ดินดำให้ความรู้สึกเย็น ลำแดดสร้างความรู้สึกอบอุ่น

ด้วยความใหญ่ของภาพ ทำให้เมื่อยื่นอยู่ตรงหน้านั้นมีความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายและจิตใจข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นไปแล้ว ข้าพเจ้าลืมไปขณะหนึ่งว่าตัวเองอยู่ในเมือง เมืองที่ถนนคอนกรีตสีดำเป็นที่บรรจุความเครียดของคนทั้งเมือง ท้องฟ้าที่มีแต่เสาก้างปลาและสายไฟ

คล้ายโดนดูดเข้าไปข้างใน เมื่อมองจ้องให้ใกล้เข้าไปอีก ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเกิดจากการแต้มสีเป็นเม็ดเล็กๆ เล็กกว่าเม็ดข้าวเสียด้วยซ้ำ เมื่อรู้สึกตัวอีกที ข้าพเจ้าให้นึกถึงบางบทบางตอนหนึ่งของหนังสือเล่มที่ข้าพเจ้าเคยผ่านตา

นับตั้งแต่ยุคพุทธกาลมาเลย จนกระทั่งเดี้ยวนี้วรรณกรรมหรือศิลปกรรมก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายความงามที่บริสุทธิ์ วรรณกรรมก็มุ่งหมายความงามของทางวรรณคดี สามารถที่จะจับจิตใจของคนให้ลืมความเห็นแก่ตัวได้อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง; ศิลปก็เหมือนกันความงามนั้นมุ่งหมายจะให้จับใจคน จนถึงกับลืมความเห็นแก่ตัวตนเสียได้ จูงใจบุคคลไปได้ ไปในทางที่จะให้สูงขึ้น ถ้าสูงขึ้นก็หมายความว่าไม่เห็นแก่ตัว คือละ selfishness (ความเห็นแก่ตัว) เสียได้ตามควร

ในยุคสมัยที่ศิลปะถูกตีคุณค่าด้วยเงินตราและความบ้าตัวตนของศิลปิน คนเดินดินธรรมดาอย่างข้าพเจ้าจะมองหาคุณค่าของศิลปะที่แท้จากอะไร?? มิใช่ประโยคคำถามหากเป็นเพียงแค่ประโยคบ่นเล่าก็เท่านั้น

    ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ
    สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ
    ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ
    สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ
    พิมพ์ครั้งแรก กรกฏาคม ๒๕๔๗
    ๒๘๘ หน้า

    สารนิพนธ์ชุดนี้เป็นการรวมงานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ซึ่งว่าด้วยเรื่องศิลปะ ดนตรี กวีและศาสนา โดยให้ให้ความหมายของคำว่าศิลปะกว้างออกไปถึงระดับการกระทำและจิตใจของผู้สร้างงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นสายวรรณกรรม สายดนตรี จิตกรรมและปฏิมากรรม เนื้อหาแบ่งออกเป็น ห้าส่วนหัวข้อใหญ่ ๆ

    ๑. กวีนิพนธ์(บทนำ) : เกริ่นถึงความหมายของศิลปะ
    ๒. ศิลปะดนตรี : ว่าด้วยเรื่องของ”สื่อ” ทั้งภาพและเสียง(ดนตรี) ที่มีผลต่อสังคมวัฒนธรรม
    ๓. วรรณคดีศาสนา : ว่าด้วยเรื่องภาษาวรรณกรรม ปรัชญา อักษรศาสตร์
    ๔. ภาษาศิลปะ วรรณกรรม : วรรณกรรมเพื่อจิตวิญญาณ
    ๕. ศาสนา วรรณกรรม ศิลปะ : ความด้วยเรื่องความพ้น หลุดพ้นด้วยธรรม

    หากแต่ส่วนที่เน้นหนักถึงหน้าที่และคุณค่าของศิลปะจะอยู่ในหมวดของ “ศิลปะดนตรี” และ “วรรณกรรมศาสนา” โดยท่านได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของขั้นตอนการผลิตงานศิลปะและผลผลิตที่ออกมาว่า

    -ชีวิต ศิลปะ บทกวี-
    คำว่าศิลป์ ไม่หมายเพียงแต่วัตถุอย่างเดียว ทางนามธรรมก็ได้ ความคิดนึก การเสกสรรค์ การประดิษฐ์ในทางจิตใจก็เป็นศิลป์ได้ เพราะฉะนั้นศิลปะในพุทธศาสนาที่แท้จริง มันคือศิลปะแห่งการเป็นคน ให้น่าดูที่สุด ให้งดงาม

    เพราะศิลป์นั้น เรามีความหมายตรงที่ ความงาม ความดึงดูดใจด้วยความงาม จูงผู้อื่นให้ทำความดี โดยอาศัยความงามของศิลปะนั้น

    ทีนี้พระพุทธศาสนามีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเอง ไม่ใช่เราต้องว่า งามเบื้องต้นหมายถึงการเรียน งามท่ามกลางหมายถึงการปฏิบัติ งามเบื้องปลายหมายถึงการได้รับผลของการปฏิบัติ อย่างนี้

    หรือว่า ศีล งามในเบื้องต้น สมาธิ งามในท่ามกลาง ปัญญา งามในเบื้องปลาย ; แล้วแต่จะเรียก

    ในความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าต่อหนังสือเล่มนี้ เห็นว่าหากผู้ใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างงานศิลปะหรือสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กวี วรรณกรรม หรือภาพวาด อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู แล้วลองนึกย้อนมองสิ่งต่างๆที่เคยกระทำผ่านมาว่าได้คงค่าอยู่ในความหมายความงดงามของความประสงค์แห่งศิลปะหรือไม่ การปฏิรูปสื่อก็ดี การสืบสานวัฒนธรรมก็ดี ที่ผ่านมาได้ลองตรองคิดถึงความหมายโดยแท้ของศิลปะแล้วหรือไม่

    กลับมาที่ห้องแสดงงาน

    ภาพที่ข้าพเจ้ายืนมองอยู่นั้น เป็นลักษณะการเขียนภาพแบบค่อยๆแต้มจุดสีทีละจุดทีละจุด มิได้เป็นการทาแบบปาดละเลง ทีละจุดทีละสี ภาพที่ใหญ่ขนาดนี้ นอกจากความสามารถในเชิงศิลป์แล้ว คงต้องอาศัยความเยือกเย็น ความอดทน ความอบอุ่น จึงสามารถถ่ายทอดภาพเช่นนี้ออกมาได้ เมื่อหลับตาแล นึกถึงภาพนั้นทีไร ความรู้สึกที่ได้ก็ยังคงไม่จางหายไปเลย

    จุดเล็กๆก็รวมตัวกันเป็นภาพใหญ่ได้ แถมเป็นภาพใหญ่ที่งดงามเสียด้วยสิ

    ข้าพเจ้าคิดไปขณะเดินดูภาพอื่นๆที่เหลือ

    พวกเราเป็นนักเขียนหนังสือ เป็นนักทำงานศิลปะทางด้านภาษา ผมอยากจะฝากเรื่องจิตสำนึกเหล่านี้ว่า พวกเรามีครบถ้วนหรือไม่ ผมเคยพูดไว้ว่าคนเขียนหนังสือหรือคนทำงานทางด้านศิลปะนี้เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของสังคม เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของผู้คนในสังคม

    -อาวุธกวี ตัดตอนอัตตา พัฒนาสำนึก-
    โดย อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    ด้วยมิตรภาพเช่นเคยขอรับ

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s

    %d bloggers like this: