หนังสือหนังหา : ปริศนาแห่งหิมพานต์

ปริศนาแห่งหิมพานต์ : พิศณุ ศุ ภ.

นรกสวรรค์ และพรหมโลก สามดินแดนที่เฉียดใกล้ประตูนิพพาน

“ชีวิตมนุษย์ดุจความฝันดั่งมายา ดั่งเป็นจริง ท่านแน่ใจหรือว่า ขณะนี้มิได้กำลังฝันไป
โลกตื่นหรือโลกฝันกันแน่แท้จริง”

-วาทะของเลี่ยจื่อ-

“หิมพานต์” นับเป็นสถานที่ๆข้าพเจ้าใฝ่ฝันอยากเดินทางเข้าไป นั่นเป็นภาพฝันตอนเมื่อยังเด็กครั้งที่ยังนั่งอยู่หน้าจอดูละครย้อนยุค สี่กุมาร พระทินวงศ์ สุวรรณสาม หรือเรื่องอะไรมากมายจำไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นล้วนมีฉากหลังเป็นภาพของไตรภูมิตามความเชื่อทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

ไม่ว่าจะเป็นเมืองบาดาล ดินแดนวิมานสวรรค์อันเป็นถิ่นอาศัยพำนักของเหล่าทวยเทพเทวดา ที่ชอบจุติลงมาเมืองมนุษย์ เพื่อลองใจหรือประทานพรตามที่ได้สัญญากับผู้คนเอาไว้ หรือเป็นองค์อินทร์เสด็จลงมาตีฮ๊อกกี้บนหลังม้า ไหนจะพระมเหสีที่อยู่ดีๆท้องก็ป่องออกมาเพราะเทวดามุดหัวเข้าไปเกิดกำเนิดเป็นโอรสสวรรค์ สมัยก่อนไม่มียาสตรีเบนโลคงได้แต่อ้างว่ามีนิมิตฝันว่าเทวะเทวาจะมาเกิดในครรภ์ แถมยังมีมารตามมาเกิดตามล้างตามเช็ดกันถึงเมืองมนุษย์ เดือดร้อนถึงฤษีตาไฟใส่แว่นโอ๊คเล่ต้องออกโรง สั่งสอนวิชาและสรรพาอาวุธให้กับโอรสสวรรค์

ฮ้วย!! ไม่ว่าเมืองสวรรค์หรือแดนมนุษย์มันก็วุ่นเหมือนยุงตีกัน ทำไมคนเราถึงอยากไปเกิดบนสวรรค์กันจังนะ

เมืองสวรรค์เมืองมนุษย์ใกล้ชิดติดกันราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เพิ่งมาบอกตอนนี้ แต่บอกมานานแล้ว หลายร้อยปีโดยผ่านความเชื่อเรื่องไตรภูมิ

เรื่องราวมหัศจรรย์ล้ำลึกเหนือจินตนาการมากมายแทรกร่างอยู่ในป่าหิมพาน์ต์ ครั้งเมื่อเห็นหนังสือเล่มนี้หนแรก ผมหยิบขึ้นมาอย่างไม่รั้งรอ เปิดผ่านๆรอบหนึ่งก่อนเพียงเช็คว่าเหมือนหนังสือวิชาการที่มีแต่ศัพท์แสลงสำนวนชวนเวียนเกล้าหรือไม่

อ่า.. สำหรับเล่มนี้ไม่แหะ ตลอดเส้นทางที่ผู้เขียนพาท่องไปในโลกภูมิทั้งสามและสวรรค์ชั้นพรม ด้วยสำนวนภาษาติดตลกผสมผสานกับเรื่องราวในความเป็นจริงและวิเคราะห์ตามเหตุตามผลได้อย่างน่าสนใจ ผมเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะอ่านรวดเดียวจนจบโดยไม่ต้องหยิบเล่มอื่นมาคั่นเวลาเลย

จะว่าไปพออ่านจนจบหน้าสุดท้ายผมเองยังคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเรียกว่าพาเดินท่องไปในไตรภูมิเสียมากกว่า เพราะเนื้อหาส่วนของป่าหิมพานต์มีอยู่นิดเดียวจริงๆให้ตายเถอะจ๊อด แต่ว่ามันก็ยังยอดมากอยู่ดี เพราะมันทำให้ผมรู้เรื่องราวของไตรภูมิเพิ่มมากขึ้น

เมื่อก่อนก็เคยเข้าใจว่าไตรภูมินั้นเป็นเรื่องของ โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก แต่แท้จริงแล้วไตรภูมิกลับเป็นมีความหมายของภูมิแตกต่างจากที่เราคิด ภูมิทั้งสามคือ

กามภูมิ อันมี สุคติภูมิ ๗ บวกกับ อบายภูมิ๔

จากนรกขุมแปด มหาอเวจีจนถึงสวรรค์ชั้น๖ ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ (แดนแห่งอิสระ สวรรค์ชั้นสูงสุด) ทั้งหมดเป็นอยู่ในชั้นกามภูมิเท่านั้น ในความคิดผมแล้ว ภูมิต่างๆในชั้นกามภูมินี้ล้วนเปรียบได้กับจิตใจคนในสภาวะต่างๆ ที่เขาว่าสวรรค์ในอกนรกในใจก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยไปจริงๆ เพราะสวรรค์กับนรกอยู่ใกล้กันจนเกือบเป็นญาติกันอยู่แล้ว

นึกเอาง่ายๆ อกหักอยู่ดีๆกิ๊กเก่าโทรมา วาบเดียวนั้นก็เหมือนกับนางอัปสรร่อนร่างลงมากระชากจิตออกจากขุมนรกขึ้นไปท่องเล่นในแดนสวรรค์ แต่พอรู้ว่าเธอโทรมาทวงตังที่ยืมไป ดวงใจก็พลันตกมาอยู่ในนรกอีกหน ดูเถอะครับ การเดินทางไปสวรรค์กับนรกนั้นช่างว่องไวกว่ารถไฟฟ้าสายสีใดๆในโลกจริงๆ

วิมานแห่งรูปพรหม มีทั้งหมด๑๖ขั้นพรหม เดาเอาตามขมองน้อยๆของกระผมว่า อาจหมายถึงสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสภาวะของกามภูมิ ประมาณว่าสามารถละซึ่งอุปทานและอายตนะทั้งหกจนหมดสิ้น ดวงจิตที่อยู่ในชั้นพรหมจึงนิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหวใดๆสิ้นตราบชั่วกัลป์เลยละครับ

อรูปพรหม ชื่อก็บอกแล้วขอรับว่าไร้รูปไร้อัตตา ไม่ยึดติดกับใดๆในโลกทั้งสิ้น เป็นชั้นสุดท้ายของภูมิทั้งสาม เพราะเหนือขึ้นไปในผังแสดงไตรภูมิ สูงสุดคือนิพพาน คือดับสิ้นแล้วทุกอย่าง ไม่เกิดก็ไม่มีดับ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสิ้น

มิน่าเล่าคนเราถึงอยากจะไปอยู่แค่สวรรค์ชั้นหกชั้นเจ็ด เพราะเหนือกว่านั้นไม่ทราบว่าชีวิตดูน่าเบื่อเพียงใด แต่จะว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้ก็นำพาผมให้หลงไปรู้จักกับเจ้าหนุ่มกามนิต ผู้เปิดตำนานรักข้ามภูมิทั้งสาม ซึ่งในเรื่องกามนิตนั้นผมเห็นว่าได้อธิบายภาพของวิมานของพรหมได้สวยงามและเห็นชัดยิ่ง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปครับ)

เรื่องราวมากมายในหนังสือเล่มนี้หากจะให้เล่าทั้งหมดคงต้องแบ่งเป็นหลายภาค และจะว่าไปหนังสือเล่มนี้ก็เป็นธรรมมะย่อยง่ายถ่ายสบายอีกเล่มหนึ่งสำหรับ คนที่อยากเรียนรู้ธรรมมะเบื้องต้น แต่อาจจะแทรกซึมอยู่ในเนื้อหาเสียจนไม่รู้สึกเลยก็ว่าได้ว่าผู้เขียนแอบใส่ธรรมมะไปในสมองไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ด้วยภาษาเพรียวลมลื่นไหลทำให้อ่านแล้วเพลิน ทั้งภาพประกอบก็สมบูรณ์และเห็นภาพได้ง่าย

เรื่องราวของแกนจักรวาล อสุราและเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่มาที่ไปของดาวประจำวัน ทวีปทั้ง๔ อันลอยในมหานทีสีทันดรสมุทร นรกภูมิ สวรรค์ชั้นฟ้า รอให้ท่านได้ทัศนศึกษาไปกับหนังสือเล่มนี้แล้ว โดยมีผู้พาทัวร์อารมณ์ดีบอกเล่ากล่าวความไม่ให้พวกท่านเบื่อหน่ายแน่นอนขอรับ

ที่ต้องบอกเล่าหนังสือเล่มนี้ เพราะเป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ได้อ่านเล่มนี้ก่อน ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับเจ้าหนุ่มกามนิต และสาวเจ้าวาสิฏฐี ในนวนิยายวรรณคดีอิงพุทธศาสนาฝ่ายลัทธิมหายาน เลยทำให้ระหว่างที่อ่านเรื่องนี้ไม่ต้องนึกภาพมากนัก

จะว่าไปแล้วผมเองก็เลยลืมไปเลยว่าเขียนถึงเรื่องหิมพานต์ (ฮาๆ) คิดเสียว่าโดนผมหลอกให้อ่านเรื่องไตรภูมิก็แล้วกัน เพราะผมก็เพิ่งโดนหลอกมาอีกทีเหมือนกัน (ฮ่าๆๆ..หัวเราะอีกรอบ)

ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านขอรับ

ด้วยมิตรภาพเหมือนเคย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: