ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
เมษายน 14, 2009 1 ความเห็น
ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
รวมความเรียง 9 หัวข้อ
แต่ถ้าผู้ชายคนหนึ่ง ได้เทใจทุ่มชีวิตให้กับอะไรสักอย่าง กระทั่งนิยามความถูกต้องดีงามไว้กับสิ่งนั้น ชัยชนะในเรื่องนี้ ย่อมหมายถึงการเดินทางไปพบความครบถ้วนของตัวตนในเบื้องลึกของความรู้สึก
ส่วนการพ่ายแพ้ย่อมไม่อาจเป็นอื่น นอกจากการถอนรากถอนโคนชีวิตของเขา ชีวิตที่อาจกอบกู้ขึ้นมาใหม่ได้ แต่จะไม่มีวันเหมือนเดิม
- ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ -
จากผู้อ่าน : ความเรียงว่าด้วยการเดินทางย้อนเวลาของผู้เขียน (ผู้อ่านคิดอย่างนั้น) กลับไปที่เดิม-ที่เคยมีประวัติศาสตร์กับตรงนั้น ทบทวนที่สิ่งเป็นมา และสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่มักจดจำประวัติส่วนตัวในพื้นๆต่างๆที่ได้เดินทางผ่านมา มีความเกี่ยวข้องกับผู้คน ต้นไม้ ผิวดิน พื้นน้ำ หรือลอนลมในแต่ละห้วงยาม…
ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ : ในชีวิตผู้ชายมีอันใดที่เป็นภาระเท่ากับความปราชัย? ทุกครั้งที่สมรภูมิภายนอกจบลงด้วยการพ่ายแพ้ สนามรบ ‘ภายใน’ จะต้องดำเนินไปอีกอย่างต่อเนื่อง กระทั่งไม่มีวันสิ้นสุด ผู้ชายที่พ่ายแพ้ ก็เหมือนนครที่ถูกยึดครอง ไม่มีใครสามารถปลดปล่อยเขาได้ นอกเสียจากเขาจะต้องปลดปล่อยตัวเอง
ผู้ชาย สายน้ำ และความหมายของเพศพันธุ์ : พบลำห้วยใสไหลอยู่กลางหุบ ตื่นเต้นดีใจราวได้พบสาวงามกลางป่าลึก ฝ่าลุยกระแสน้ำเชี่ยวกราก หรือร่อนโล้อยู่ในเรือเล็กบนลอนคลื่น ให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากการเผชิญหน้าอารมณ์ร้ายของคนรัก รอนแรมอยู่กลางผิวทะเลสงัด บางทีก็เหมือนหลับไหลอยู่บนตักของมารดา
ปลาบางตัว : คนเราเมื่อพ่ายแพ้อะไรมาสักอย่าง สิ่งที่เขาฝันถึงย่อมเป็นชัยชนะ ไม่มีใครชอบความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าจะพ่ายแพ้ในเรื่องอันใด รสชาติของมันย่อมละม้ายคล้ายคลึงกัน การพ่ายแพ้-เมื่อสั่งสมถมทับ บางทีคล้ายเมฆหมอกกดทับ บางทีเหมือนจมดิ่งอยู่ในห้วงลึกแห่งสายน้ำ บางครั้งราวถูกเปลือยล่ามอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ และมีไม่น้อยที่เป็นดั่งถูกปิดขังอยู่ในมุมอับโดยลำพัง เช่นนี้แล้ว ความฝันถึงชัยชนะ เนื้อแท้แล้วอาจเป็นเพียงการค้นหาทางอยู่รอด และคู่ต่อสูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ว่าของผู้ใดก็ตาม คือผู้ที่สู้เพื่อความอยู่รอดของเขา
เด็กหนุ่มกับชายชรา : ในสังคมโบราณ พ่อเฒ่าที่จะคอยช่วยเหลือเด็กผู้ชายวัยรุ่นในการเติบโต ไม่จำเป็นต้องหมายถึงพ่อของเขา แต่อาจเป็นปู่เป็นตา หรือแม้กระทั่งครูดาบ ครูธรรม มันขึ้นอยู่กับว่า เด็กคนนั้นใกล้ชิดไปทางใด ที่แน่ๆ คือ สมัยก่อน การมีผู้เฒ่าไว้นับถือสักหนึ่งคน มิใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญ สายใยสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ยังมีอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าโดยสายเลือด โดยวิถีรวมหมู่ในชุมชน หรือโดยวิถีแห่งการแสวงหาทางปัญญา ซึ่งย้ำเตือนมิตรภาพชั่วชีวิตระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ทว่าในยุคครอบครัวเดี่ยว ผู้คนแยกปัจเจก และคุมขัง ‘ภูมิปัญญา’ ไว้ในห้องสี่เหลี่ยมเรื่องเช่นนี้กลับมิใช่ง่ายดาย เด็กผู้ชายที่ไม่มีอดีตชายหนุ่มคอยเล่าตำนานส่วนตัวให้ฟัง ใช่หรือไม่ว่าเป็นชีวิตที่เปลี่ยวเหงายิ่ง
ทางป่า ทางคน : เรื่องราวของคนเดินทางบางครั้งมีจุดหมายที่มิใช่ปลายทาง บ่อยครั้งมีปลายทางที่ไร้จุดหมาย แต่ที่หายากที่สุดคือ มีทั้งจุดหมายและปลายทางอยู่ในที่เดียวกัน ประการหลัง.. หากผู้ใดค้นพบก็นับว่าได้รับคำอวยพรจากฟ้าดิน
เคลื่อนไหวบนเส้นทางที่เคยชิน อาจจะให้ความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง แต่ถ้ากล่าวถึงความหมายของการเดินทางแล้ว ถ้าไม่สิ้นสูญก็คงเหลืออยู่ไม่มากนัก
รูปปั้นและงานแกะ : เรื่องของเรื่องก็คือ ‘หน้ากาล’ หรือ ‘เกียรติมุข’ เป็นปติมากรรมที่แสดงแง่คิดในการดับโทสะ มากกว่าแสดงหน้าตาของสิงโต ในตัวคนเราทุกคนใช่หรือไม่ว่าล้วนมีสัตว์ประหลาดถูล่ามร้อยไว้ภายใน โกรธใครก็ปล่อยมันออกมา ครั้นทำใครไม่ได้ก็ต้องทำร้ายตัวเอง เพราะฉนั้นหากจะวัดความงดงามลึกซึ้งของรูปปั้นนี้ ก็ต้องดูที่ผลสะเทือนทางจิตวิญญาณว่าส่งออกมาได้มากน้อยเพียงใด หรือกล่าวอีกแบบก็คือ ช่วยเตือนสติเราในเรื่องโทสจริตได้แค่ไหน
ท่ามกลางโบราณสถาน : ระหว่าที่เดินชมวัดตาพรมอันเก่าแก่อยู่นั้น ผมได้พบชายชราผู้หนึ่งกำลังกวาดใบไม้ในบริเวณโบราณสถานอยู่อย่างขะมักเขม้น สอบถามจึงได้ความว่าชื่อลุงเนียม อายุตอนนี้ ๗๖ ปีแล้ว แกเข้ามากวาดใบไม้อยู่ในวัดนี้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๒ และกวาดเรื่อยมาทุกวันจนถึงปัจจุบัน โดยที่หลายปีแรกไม่มีสินจ้างรางวัลใดๆ ระยะหลังถึงได้ค่าแรงเล็กน้อยจากรัฐบาล
“ทีแรกลุงนึกยังไงถึงได้เข้ามากวาดล้างวัด” ผมถามผ่านล่าม เพราะรู้ดีว่าปี ๒๕๒๒ เขมรแดงยังมีอำนาจอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหมายถึงว่า กิจกรรมประเภทนี้คงไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างแน่นอน
“ก็เห็นมันรก” ลุงเนียมตอบสั้นๆ พร้อมกับส่งรอยยิ้มแบบเดียวกับใบหน้าพระโพธิ์สัตว์มาให้ผมเห็นอย่างเต็มตา
มนต์รักลูกเป้ง : ภาพขบวนแห่ประดับธงทิวของขุนนางชั้นสูงที่กำลังเดินทางมาทำพิธี ณ มหาวิหาร อาจจะเร้าจินตนาการให้ตื่นตาตื่นใจ ตราบใดที่เรามิได้ตกอยู่ในฐานะคนแบกเสลี่ยงคานหาม เช่นเดียวกับสภาพสังคมไทย ที่มีเงินจับจ่ายใช้สอยและอุดมไปด้วยสินค้าอุปโภคบริโภค… ในนั้นใครจะรู้บ้างว่าซ่อนซุกทุกร้อนไว้เพียงใด เราไปดูริ้วรอยความรุ่งเรืองในอดีตของอาณาจักรพม่า ขณะคนพม่าก็จับตาดูปัจจุบันของเรา ซึ่งเขาคิดว่ารุ่งเรือง
ฝ่าลมหนาว : เยือนภูผาแห่งความหลัง : “ไม่มีเงิน” พอได้ยินคำนี้ผมก็ต้องนั่งเงียบอีกเช่นเคย เงินๆๆๆ ทุกอย่างในสังคมนี้ชี้ขาดด้วยเงิน และมันก็เป็นสิ่งที่ผมไม่มีเสียด้วย ความรู้สึกผิดคืบคลานเข้ามาในหัวใจผมราวกับอสรพิษร้ายซึ่งแผ่แม่เบี้ยอยู่เบื้องหน้า ไม่นานอดีตคนนำทางผมก็ลากลับไป เพื่อนของเขาซึ่งยังคงนั่งคุยต่อกับเราได้เอ่ยประโยคที่โหดร้ายที่สุดประโยคหนึ่งขึ้นมา
“เขาถือสหายไทเหมือนพี่ชาย เมื่อเดือดร้อนก็อยากให้สหายไทช่วยเหลือบ้าง”
คำพูดนี้ก้องอยู่ในหูผมตลอดเส้นทางที่นั่งรถไฟกลับกรุงเทพ ผมนึกถึงการที่ตัวเองเที่ยวไปห้ามผู้คนในบ้านห้วยตีนตั่งซึ่งยังเรียกผมว่า ‘สหายไท’ ด้วยความเคยชิน สหายไท ตายไปแล้วจริงๆ ทุกวันนี้เหลือเพียงนายเสกสรรค์ ปัญญาชนที่ทำได้อย่างมากก็แค่พูดเขียนไปวันๆ
อ่านหนังสือนับพันเล่ม เดินทางมาหลายหมื่นลี้ แต่ก็ไม่อาจทำให้คนเพียงหยิบมือเดียวมีชีวิตที่ดีขึ้น
- – -
ออกไปจากเมืองไทยเถอะครับ ถ้าคุณคิดจะมามีสิทธิ์กล่าวหาสถาบันฯ คุณได้รับมาพอแล้ว ออกจากป่ามาไม่ทำอะไรได้ แถมได้ไปเรียนเมืองนอก หากินในเมืองไทยมาพอแล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่พอใจในระบบ ก็พาครอบครัวออกไปดีกว่าครับ อย่าให้ต้องให้คนที่เคารพสถาบัน ออกมาไล่เลย อยู่ไปก็อายแผ่นดินเกิดเปล่าๆๆ