Posted by: bookblogstorage | November 1, 2007

bookreview :โสกไผ่ใบข้าว

“รำวงประสงค์หลกกล้า
ชาวนาหลกกล้าเป็นวง
หลกแล้วเอาตอกมามัด
แล้วเอาไปยัดลงตม”

เสียง ตะ-ละ-หล้า คลอเป็นทำนองต่อท้ายเนื้อร้องข้างต้น บอกถึงอารมณ์สนุกสนานและมีความสุข เนื้อร้องเช่นนั้น ประกอบกับอารมณ์ของผู้ร้องบอกอะไรกับเราบ้าง สภาพจิตใจ สภาพสังคมความเป็น หรือฤดูกาลแห่งการร่วมแรงร่วมใจได้มาถึงแล้ว

บทเพลงนอกจากจะเป็นสำเนียงเนื้อร้องทำนองไพเราะ รับฟังเพื่อความเพลิดเพลินใจแล้ว ยังบอกถึงเรื่องราวความเป็นอยู่วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ผู้คนอยู่ดีกินดี เราก็จะมีเพลงที่พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ หากเมื่อถึงยุคข้าวยากหมากแพง บทเพลงก็จะสะท้อนถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้นเมื่อใด จะได้ตระหนักรู้ว่า ณ. เวลานั้นใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

ชื่อหนังสือ : โสกไผ่ใบข้าว
หมวด : วรรณกรรม — ชีวิตและสังคม

ผู้แต่ง : จตุพร แพงทองดี
จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
พิมพ์ครั้งที่ ๑ : สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม ๒๕๕๐
กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน
จำนวนหน้า : ๓๐๘ หน้า
ขนาดหนังสือ : ๑๓.๒ ซม. x ๑๙ ซม.
ISBN : 978-974-02-0006-2

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ ด้วยเพราะเป็นหนังสือที่หามานาน หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “ข้าว” มิใช่แค่กระบวนการขั้นตอนของการเพาะปลูก มิใช่ว่าเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องความรู้ทางการเกษตร หากแต่หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราว มีตัวละครที่สามารถสร้างสรรค์อารมณ์ให้กับผู้อ่านไปพร้อม ขณะเดียวกับที่บรรจงสอดแทรกเรื่องราววัฒนธรรมท้องถิ่น แผ่นดินอันเป็นฉากหลังคือแดนอีสาน

นับเวลาย้อนกลับไปเมื่อสมัย มิตร ชัยบัญชา ควงคู่นางเอกนัยน์ตาน้ำผึ้ง เพชรา เชาวราษฎร์ เดินสายโชว์ความหอมหวานแห่งม่านเมืองไปบนผืนผ้าใบหนังขายยาของบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยู ดูจะมีเพียงหนังขายยาเท่านั้นที่เป็นความบันเทิงเพียงสิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของเรื่อง

โสกไผ่ใบข้าว เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงคำดั้วและพี่น้องผองเพื่อน บักเคนกล้วยน้อยชายแสนซน อ้ายเคนดีพี่ชายที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาสืบต่อจากผู้เป็นพ่อและคุณตา เรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นฤดูฝน อันเป็นเวลาเหมาะสมแก่การเพาะปลูก พืชพันธุ์ต่างๆค่อยๆผลิผลให้ได้เก็บกินกันตลอดฤดูของการเพาะปลูก สิ่งที่ได้คิดหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วมีอยู่สองสามเรื่อง

อย่างที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครใช้จ่ายเงินน้อยมาก มากจนแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย เพราะของที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกือบทุกอย่างแทบจะไม่ต้องซื้อหา แม้แต่เครื่องทำมาหากิน ก็สามารถเพาะสร้างด้วยมือทั้งสองได้ สืบเนื้องจากข้อแรกพบได้ว่าอาหารการกินของคนในหมู่บ้านเป็นอาหารที่หากินกันตามฤดูการล้วนๆ แล้วของกินตามเทศกาลก็มีความหมายโยงเข้ากับวัฒนธรรมของสังคม ว่ากันก็คือ หากไม่ถึงเวลาหรือมีงานเทศการก็อย่าหวังว่าจะได้กิน ผิดกับคนเมืองหรือคนในสมัยนี้ ของกินนอกฤดูนอกเทศการแทบจะเสกได้

อย่างสุดท้ายที่เห็นก็คือเรื่องความรู้ในการใช้ชีวิต ที่เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดของครอบครัวและส่งผ่านส่งต่อโดยการทำงาน การทำนาหาอาหารจึงมิได้ยังผลให้เพียงแค่มีกินและอิ่มท้อง หากแต่ว่าเป็นการบ่มเพาะสืบสานวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติอย่างยั่งยืน

แม้ในตอนแรกของการอ่านจะลำบากเล็กน้อยเรื่องภาษา เพราะทั้งเรื่องเป็นภาษาอีสาน (อาจเป็นหนังสือที่ใช้วงเล็บเยอะที่สุดเท่าที่เคยเจอมาก็ว่าได้) แต่เมื่ออ่านไปสักระยะก็เริ่มชินกันสำเนียงภาษา ยิ่งทำให้เข้าใจ และซาบซึ้งกับวิถีชีวิต และความคิดน่ารักๆของวัยเด็กที่ช่วงสร้างคำถามมาถามผู้ใหญ่

ในสภาพแวดล้อมที่หันไปทางไหนก็พบเห็นช่องทางที่มีแต่ต้องเสียเงินจ่ายออก และแลกมาซึ่งความต้องการพื้นฐาน หากลองอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ จะพบเห็นดินแดนที่น่ารักและปราศจากการให้คุณค่าของเงินทอง ดั่งคำกล่าวในหนังสือท้ายเรื่องที่ว่า

เมื่อมีข้าวอยู่เต็มเล้าแล้ว คนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งใดอีก คำดั้วคิดถึงผญา(คำคม)ที่ตาเครือมัคนายกเคยพูดผ่านหมากอะโหลของวัดให้ฟังบ่อยๆว่า “มีข้าวเต็มเล้า เว้าหยังกะคือ” ขึ้นมา แล้วยิ้มอยู่คนเดียว

Posted by: bookblogstorage | November 1, 2007

bookreview : เด็ก 200 ปี

เมื่อถึงฤดูหนาว สายลมทางตอนเหนือลอยเอื่อยๆ ระชวยผ่านใบหน้า
หากตื่นแต่เช้าจะพบเห็นสภาพของเมืองถูกห่มคลุมด้วยหมอกเย็น
เป็นหมอกเย็นแลฝุ่นควันคละกันไป

พ้นจากม่านเมืองไปไกลสุดไกล

ไกลเสียจนไม่เห็นไฟแดงและป้ายโฆษณา ข้าพเจ้าเห็นตัวเองนอนหนุนตักแม่แก่(ยาย) ลมไล้ใบหน้าแผ่วเบา กลิ่นหอมจางๆ ของซุ้มเล็บมือนางใต้ต้นหูกวาง กลิ่นนั้นคละไปกับกลิ่นของหมากและพลูสดตลับใส่ปูนแดงที่นิ่งสงบในตะกร้าตอกสาน เสียงสับไม้ของกี่สานเสื่อกกดังแว่วมา ใต้เรือนหลังถัดไปไม่ไกลนัก เสียงหมูครางในคอดัง อึดๆ

แม่แก่ชอบเล่าเรื่องราวในอดีต แกมักเล่าว่าตัวไม่ใช่คนในพื้นที่นี้ แต่ที่จากบ้านเกิดมาเพราะทวด (พ่อของตา) เดินทางไปขอมาแต่งกับลูกชาย (คุณตา) เรื่องราวความรักคล้ายละครทีวีสุขเศร้าคละกันไป แม้แต่เรื่องราวของต้นไม้ที่อาศัยเงาหลบนอนก็มีความเป็นมา คนชรามักชอบเล่าเรื่องราวหนหลัง ข้าพเจ้าเองก็ชอบฟังเรื่องราวนั้นๆ มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองมี “ราก”

เราทุกคนล้วนมี “ราก” ไม่ว่ารากนั้นจะเป็นรากเส้นใหญ่รากเส้นเล็กหรือรากฝอยจนแทบมองไม่เห็นและนึกไม่ออกในสังคม แต่ก็นับว่าเป็นราก

ภาพของหญิงชรานั่งอยู่ใต้ซุ้มเล็บมือนางถัดจากเรือนไม้และเรื่องเล่าทำให้ข้าพเจ้านึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง

เรื่อง : เด็ก ๒๐๐ ปี
เขียนโดย : เค็นซาบุโร โอเอะ
แปลโดย : มณฑา พิมพ์ทอง
สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ
พิมพ์ครั้งแรก : กรกฏาคม ๒๕๕๐
๒๙๕หน้า : ๑๙๗ บาท

หยุดเรียนภาคฤดูร้อนแล้วทุกคนจะไปใหนกัน??

หากเป็นครอบครัวที่อยู่อาศัยเติบโตในเมือง เด็กๆ ก็คงไม่พ้นต้องเรียนพิเศษเสริมความรู้ ครั้งเมื่อพ่อแม่มีวันหยุดก็คงพาไปเที่ยวห้างฯ หรือไกลหน่อยก็ทะเลหัวหินบางแสนประมาณนั้น

หนังสือเรื่อง “เด็ก ๒๐๐ ปี” ที่กำลังจะเอ่ยถึงนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตน้อยๆ สามชีวิต เรียกพวกเขาว่า “สามพี่น้อง” สามพี่น้องประกอบด้วยพี่ชายคนโตชื่อ มากิ(เด็กพิเศษ) น้องสาวคนรองชื่อ อาการิ และน้องคนเล็กที่น่ารักชื่อ ซากุ

เมื่อปิดเรียนภาคฤดูร้อนพี่น้องทั้งสามได้กลับมาที่บ้านกลางป่า บ้านซึ่งเคยเป็นที่อาศัยของคุณย่า และตำนานของโพรงต้น “ซูดาจิอิ” พันปี ซึ่งคุณพ่อเล่าว่า

เมื่อเด็กพิเศษที่เรียกว่า “โดจิ” อยากไปโลกอื่น ก็จะเข้าไปในโพรงที่โคนต้นซุดาจิอิพันปี แล้วตั้งความปรารถนาว่าขณะนอนหลับ ขอให้ได้พบคนที่อยากพบ ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น ถ้าตั้งความปรารถนาจากใจจริง ก็จะได้พบคนที่อยากพบและเห็นสิ่งที่อยากเห็น

เด็กพิเศษที่คุณพ่อว่าหมายถึง “มากิ “ด้วยเช่นกัน จะว่าไปแล้วตำนานที่ว่าทำให้ข้าพเจ้าเองนึกถึงเพลงหนึ่งของวงเฉลียงชื่อเพลงนิทานหิ่งห้อย เนื้อหาของเพลงที่ว่า เมื่อจับหิ่งห้อยมาเก็บเอาไว้ใต้หมอน นอนคืนนั้นจะฝันดี ฝันเห็นดวงดาวมากมาย ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิงฝันแสนสวยงาม

หากแต่สิ่งที่สามพี่น้องใช้เพื่อเดินทางไปกับยานข้ามเวลาของ “ฅนฝัน” คือภาพวาดสีน้ำของคุณย่า ซึ่งวาดเกี่ยวกับเรื่องราวของคนในอดีต เป็นบุคคลที่เป็นตำนานของพื้นที่ “เมซุเกะซัง” คือเด็กหนุ่มที่สามพี่น้องเดินทางไปพบในอดีตโดยผ่านยานข้ามเวลาของ “ฅนฝัน” เป็นเด็กชายที่เป็นผู้นำของชาวนาในการอพยพหนีไปอีกแคว้นหนึ่ง เรื่องราวนับจากนี้เป็นเรื่องราวของการเดินทางของสามพี่น้องที่แทรกไปพร้อมกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์

ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา(ในสมัยนั้น) ไม่ว่าจะเป็นสงครามจากภายนอกและสงครามจากภายใน ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบมักได้รับผลกระทบจากสงครามเสมอ เรื่องราวใน “เด็ก๒๐๐ปี” จึงเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนนำเสนอความลำบากทุกข์ยากและการดิ้นรนต่อสู้ของ “ชาวบ้าน” และ “เด็กๆ”

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทำให้คนต้องหาทางออก “สามพี่น้อง” ก็เช่นกันแม้จะรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้แต่พวกเขาก็พยายาม

ขณะฟังอยู่ข้างๆ อาการิก็นึกว่าน้องชายเก่งกว่าตน ตามที่คิดไว้จริง เพราะซากุเล่าให้แม่ของเมซุเกะซังเข้าใจว่า ในภายภาคหน้าจากนี้ไปอีกไกลโข เด็กๆ ภาคภูมิใจในตัวเมซุเกะซังมากเพียงใด ที่กล้าหาญและสติปัญญายิ่งนักทว่าเสียงของซากุทั้งสูงและแหบ

เมื่อเล่าถึงตอนที่เมซุเกะซังกลับมายังเมืองประสาทหลังการจลาจลและกล่าวกับฝูงชนกลางถนน เมซุเกะซังเงยหน้าขึ้นมองซากุแล้วเริ่มไอถี่ๆ ร้องตะโกนเสียงแหบแห้งดุจการ้องว่า”มนุษย์ก็ดั่งหนึ่งดอกอุทุมพร ในสามพันปีบานเพียงครั้งเดียว”ซากุร้องไห้โฮแม่จับศีรษะเมซุเกะซังซึ่งเลื่อนตกจากหมอนเข้าที่ มากิลุกขึ้นยืน มือจับลูกกรงไม้ ชะเง้อมองเข้าไปราวกับจะปลอบใจเมซุเกะซัง แล้วจึงส่งนกหวีดหินให้แม่

เมซุเกะซังหยิบของตอบแทน ส่งให้แม่ด้วยแขนสั่นเทา แม่ส่งต่อให้มากิ

“สามพี่น้องกลับกันเถอะ”มากิพูดด้วยเสียงสุขุมลุ่มลึกผิดกว่าที่เคย ขณะที่ยานข้ามเวลาของ “ฅนฝัน” เริ่มเคลื่อน

อาการิก็คิดว่า เดี๋ยวแม่ก็จะพูดคำนั้นออกมา“ไม่เป็นไรหรอก แล้วแม่จะคลอดลูกออกมาใหม่”

เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไป “สามพี่น้อง” เดินทางผ่านประวัติศาสตร์และจินตนาการได้อย่างละมุนละไม นับเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่แสดงถึงกระบวนการสร้างสรรค์จินตนาการของเด็กได้อย่างเห็นภาพ ข้าพเจ้าตามไปกับเรื่องราวซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงการเล่าความฝันต่อกันฟัง และดูเหมือนจะเป็นจินตนาการที่เด็กๆ ตั้งปรารถนาก่อนที่จะนอน มีประโยคหนึ่งที่น่าประทับใจและน่าคิดตาม

เด็กที่เข้าไปในโพรงต้นชิอิ ถ้าตั้งปรารถนาว่าจะไปไหนก็จะได้ไปสมใจ อาชอบตำนานตอนนี้มากที่สุด เพราะการตั้งความปรารถนาจากใจนี่เป็นสิ่งสำคัญ เด็กๆ บางครั้งต้องแข่งกับผู้ใหญ่ และไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเอาชนะผู้ใหญ่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องตั้งความปรารถนาจากใจละก็ เด็กเก่งกว่าผู้ใหญ่นะและพวกเธอก็เป็นเด็ก ฉะนั้นต้องใช้ความสามารถนี้ให้เป็นประโยชน์!

ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เห็นทีต้องมาลองคิดดูสิว่าเราได้ปล่อยให้เด็กๆ ใช้พลังปรารถนาของเขาอย่างเต็มที่หรือไม่ เด็กๆส่วนใหญ่จึงมักถูกกักขังความสามารถนี้ด้วยความคิดของผู้ใหญ่ที่ว่า “นี่น่าจะเหมาะกับลูกเรามากกว่า” แม้จะเป็นความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกแต่ตัวอย่างที่ล้มเหลวก็มีให้พบเห็นกันทั่วไป เป็นคำถามที่ตอบยากว่าเราทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อเด็กกันแน่

ประวัติศาสตร์ก็เหมือนกับต้นน้ำ อนาคตคือปลายสุดของน้ำ หากเราเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ระหว่างลำน้ำนั้น ณ ที่ปลายสุดย่อมเปลี่ยนไปด้วย แน่นอนว่าต้นน้ำเปลี่ยนไม่ได้ แต่หากเราไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของต้นน้ำ ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงปลายน้ำคงไม่เกิดขึ้น

แดดอ่อนๆ ตอนเย็นให้ความรู้สึกอบอุ่น
ข้าพเจ้ายืนมองภาพหญิงชราผู้หนึ่งเดินท่องไปตามริมคันนา หญิงชราก้มตัวเก็บใบหญ้าผักต่างๆ ที่ผุดขึ้น เด็กชายตัวเล็กๆ วิ่งตามหลังมาไวๆ ชูเถาผักบุ้งที่เก็บได้ให้หญิงชราดู เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน หญิงชรารับเถาผักบุ้งจากเด็กน้อยไป มือข้างหนึ่งกุมมือเล็กๆ ไว้หลวมๆ ความอบอุ่นเกิดระหว่างช่องว่าง ภาพคนทั้งสองเดินจูงมือค่อยๆ เคลื่อนไกลออกไปข้าพเจ้าพูดออกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เอาละกลับกันเถอะ”

Posted by: bookblogstorage | November 1, 2007

bookreview : ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ

ชีวิตเป็นศิลป์ชีวิต คือ การดำรงชีวิต
เป็นศิลป์ คือ ต้องการความรู้และความพากเพียร
มิไช่ปล่อยให้ขึ้นเองอย่างหญ้าบอน-พุทธทาสภิกขุ-

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในวันแดดจัด (จัดว่าร้อนมาก) ข้าพเจ้าเดินหลบความร้อนเข้าไปในหอศิลป์แห่งหนึ่ง เป็นอาคารขนาดสี่ห้าชั้นใจกลางเมือง เจ้าหน้าที่ต้อนรับยิ้มแย้มชวนคุยราวกับว่านานๆจะมีคนผ่านเข้ามาสักที ภายในอาคารใหญ่กว้างสว่างด้วยไฟหลอด แบ่งงานแสดงเป็นสองส่วน ส่วนชั่วคราวและถาวร ณ.วันนั้นไม่มีงานแสดงชั่วคราว ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปด้านบนเป็นส่วนจัดแสดงงานถาวร

เป็นหนแรกที่ข้าพเจ้ามีโอกาสสัมผัสภาพเขียนงานเขียนที่มีขนาดใหญ่กว่ากระดาษเอสี่หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ เฟรมภาพเขียนขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างเรียงสลับกันไป เป็นชิ้นงานของศิลปินหลายๆคน หลายภาพเป็นรูปวาดเชิงพุทธศิลป์ บางภาพเป็นงานกราฟฟิก มีเส้นสายไม่กี่เส้นแต่มีคำอธิบายใต้ภายยาวกว่าเส้นที่อยู่ในเฟรมสีขาวเสียอีก มีเพียงภาพเดียวที่คล้ายมีมือวิเศษจูงจับร่างข้าพเจ้าให้เดินเข้าไปหาอย่างไม่รีรอ

ภาพที่เห็นเป็นภาพ “ใต้ถุนบ้าน” เป็นใต้ถุนบ้านเรือนไม้สีเข้ม อุปกรณ์ประกอบการงานเกษตรวางเรียงราย แสงแดดอ่อนๆ ทอฉายช้อนเข้ามาในพื้นที่ ดินสีดำชื้นถูกแบ่งเป็นสองสีตามช่องตามจังหวะที่แสงผ่านเข้ามา ในกระบุงมีข้าวเปลือกสีเหลืองพูน เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์มองไปแล้วเป็นสีทองอร่าม ดินดำให้ความรู้สึกเย็น ลำแดดสร้างความรู้สึกอบอุ่น

ด้วยความใหญ่ของภาพ ทำให้เมื่อยื่นอยู่ตรงหน้านั้นมีความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายและจิตใจข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นไปแล้ว ข้าพเจ้าลืมไปขณะหนึ่งว่าตัวเองอยู่ในเมือง เมืองที่ถนนคอนกรีตสีดำเป็นที่บรรจุความเครียดของคนทั้งเมือง ท้องฟ้าที่มีแต่เสาก้างปลาและสายไฟ

คล้ายโดนดูดเข้าไปข้างใน เมื่อมองจ้องให้ใกล้เข้าไปอีก ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเกิดจากการแต้มสีเป็นเม็ดเล็กๆ เล็กกว่าเม็ดข้าวเสียด้วยซ้ำ เมื่อรู้สึกตัวอีกที ข้าพเจ้าให้นึกถึงบางบทบางตอนหนึ่งของหนังสือเล่มที่ข้าพเจ้าเคยผ่านตา

นับตั้งแต่ยุคพุทธกาลมาเลย จนกระทั่งเดี้ยวนี้วรรณกรรมหรือศิลปกรรมก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายความงามที่บริสุทธิ์ วรรณกรรมก็มุ่งหมายความงามของทางวรรณคดี สามารถที่จะจับจิตใจของคนให้ลืมความเห็นแก่ตัวได้อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง; ศิลปก็เหมือนกันความงามนั้นมุ่งหมายจะให้จับใจคน จนถึงกับลืมความเห็นแก่ตัวตนเสียได้ จูงใจบุคคลไปได้ ไปในทางที่จะให้สูงขึ้น ถ้าสูงขึ้นก็หมายความว่าไม่เห็นแก่ตัว คือละ selfishness (ความเห็นแก่ตัว) เสียได้ตามควร

ในยุคสมัยที่ศิลปะถูกตีคุณค่าด้วยเงินตราและความบ้าตัวตนของศิลปิน คนเดินดินธรรมดาอย่างข้าพเจ้าจะมองหาคุณค่าของศิลปะที่แท้จากอะไร?? มิใช่ประโยคคำถามหากเป็นเพียงแค่ประโยคบ่นเล่าก็เท่านั้น

    ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ
    สารนิพนธ์พุทธทาสภิกขุ
    ว่าด้วย ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ
    สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ
    พิมพ์ครั้งแรก กรกฏาคม ๒๕๔๗
    ๒๘๘ หน้า

    สารนิพนธ์ชุดนี้เป็นการรวมงานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ซึ่งว่าด้วยเรื่องศิลปะ ดนตรี กวีและศาสนา โดยให้ให้ความหมายของคำว่าศิลปะกว้างออกไปถึงระดับการกระทำและจิตใจของผู้สร้างงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นสายวรรณกรรม สายดนตรี จิตกรรมและปฏิมากรรม เนื้อหาแบ่งออกเป็น ห้าส่วนหัวข้อใหญ่ ๆ

    ๑. กวีนิพนธ์(บทนำ) : เกริ่นถึงความหมายของศิลปะ
    ๒. ศิลปะดนตรี : ว่าด้วยเรื่องของ”สื่อ” ทั้งภาพและเสียง(ดนตรี) ที่มีผลต่อสังคมวัฒนธรรม
    ๓. วรรณคดีศาสนา : ว่าด้วยเรื่องภาษาวรรณกรรม ปรัชญา อักษรศาสตร์
    ๔. ภาษาศิลปะ วรรณกรรม : วรรณกรรมเพื่อจิตวิญญาณ
    ๕. ศาสนา วรรณกรรม ศิลปะ : ความด้วยเรื่องความพ้น หลุดพ้นด้วยธรรม

    หากแต่ส่วนที่เน้นหนักถึงหน้าที่และคุณค่าของศิลปะจะอยู่ในหมวดของ “ศิลปะดนตรี” และ “วรรณกรรมศาสนา” โดยท่านได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของขั้นตอนการผลิตงานศิลปะและผลผลิตที่ออกมาว่า

    -ชีวิต ศิลปะ บทกวี-
    คำว่าศิลป์ ไม่หมายเพียงแต่วัตถุอย่างเดียว ทางนามธรรมก็ได้ ความคิดนึก การเสกสรรค์ การประดิษฐ์ในทางจิตใจก็เป็นศิลป์ได้ เพราะฉะนั้นศิลปะในพุทธศาสนาที่แท้จริง มันคือศิลปะแห่งการเป็นคน ให้น่าดูที่สุด ให้งดงาม

    เพราะศิลป์นั้น เรามีความหมายตรงที่ ความงาม ความดึงดูดใจด้วยความงาม จูงผู้อื่นให้ทำความดี โดยอาศัยความงามของศิลปะนั้น

    ทีนี้พระพุทธศาสนามีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านว่าเอง ไม่ใช่เราต้องว่า งามเบื้องต้นหมายถึงการเรียน งามท่ามกลางหมายถึงการปฏิบัติ งามเบื้องปลายหมายถึงการได้รับผลของการปฏิบัติ อย่างนี้

    หรือว่า ศีล งามในเบื้องต้น สมาธิ งามในท่ามกลาง ปัญญา งามในเบื้องปลาย ; แล้วแต่จะเรียก

    ในความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าต่อหนังสือเล่มนี้ เห็นว่าหากผู้ใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างงานศิลปะหรือสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กวี วรรณกรรม หรือภาพวาด อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู แล้วลองนึกย้อนมองสิ่งต่างๆที่เคยกระทำผ่านมาว่าได้คงค่าอยู่ในความหมายความงดงามของความประสงค์แห่งศิลปะหรือไม่ การปฏิรูปสื่อก็ดี การสืบสานวัฒนธรรมก็ดี ที่ผ่านมาได้ลองตรองคิดถึงความหมายโดยแท้ของศิลปะแล้วหรือไม่

    กลับมาที่ห้องแสดงงาน

    ภาพที่ข้าพเจ้ายืนมองอยู่นั้น เป็นลักษณะการเขียนภาพแบบค่อยๆแต้มจุดสีทีละจุดทีละจุด มิได้เป็นการทาแบบปาดละเลง ทีละจุดทีละสี ภาพที่ใหญ่ขนาดนี้ นอกจากความสามารถในเชิงศิลป์แล้ว คงต้องอาศัยความเยือกเย็น ความอดทน ความอบอุ่น จึงสามารถถ่ายทอดภาพเช่นนี้ออกมาได้ เมื่อหลับตาแล นึกถึงภาพนั้นทีไร ความรู้สึกที่ได้ก็ยังคงไม่จางหายไปเลย

    จุดเล็กๆก็รวมตัวกันเป็นภาพใหญ่ได้ แถมเป็นภาพใหญ่ที่งดงามเสียด้วยสิ

    ข้าพเจ้าคิดไปขณะเดินดูภาพอื่นๆที่เหลือ

    พวกเราเป็นนักเขียนหนังสือ เป็นนักทำงานศิลปะทางด้านภาษา ผมอยากจะฝากเรื่องจิตสำนึกเหล่านี้ว่า พวกเรามีครบถ้วนหรือไม่ ผมเคยพูดไว้ว่าคนเขียนหนังสือหรือคนทำงานทางด้านศิลปะนี้เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของสังคม เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของผู้คนในสังคม

    -อาวุธกวี ตัดตอนอัตตา พัฒนาสำนึก-
    โดย อาจารย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    ด้วยมิตรภาพเช่นเคยขอรับ

    โลกไม่เคยหยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงเสมอ
    ด้านหนึ่งของโลกอาจดูโหดร้าย แต่อีกด้านหนึ่งของโลกก็ยังคงงดงามอยู่
    มาช่วยกันสร้างด้านที่โหดร้ายให้สวยงาม
    มาช่วยกันสร้างโลกให้น่าอยู่และมีความหวังมากขึ้น
    นี่คือภารกิจของ “สารคดี”

    สารคดีฉบับที่ ๖๒ /เมษายน / ๒๕๓๓

    ข้างต้นคือวรรคสุดท้ายของบทบรรณาธิการนิตยสาร “สารคดี” ฉบับที่ ๖๒ หากแต่เป็นฉบับแรกที่คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ลงมานั่งเก้าอี้บรรณาธิการอย่างเต็มตัว มาลองนับรวมอายุแต่แรกเริ่มของนิตยสาร “สารคดี” แล้วก็เห็นว่าจะต้องมี ๒๒ ปีได้ (นับเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๘) หากเปรียบเป็นคนก็กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาวที่มีทั้งพลังมีทั้งแรงเหลือกินเหลือใช้เลยทีเดียว

    คน - เขื่อน - น้ำ - ป่า – กาแล็กซี : บันทึกการเปลี่ยนแปลงของโลกและมนุษย์
    ผ่านบทบรรณาธิการ ๑๔ ปีของ สารคดีวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ –

    เขียนเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) 974-91295-0-4

    คน - เขื่อน - น้ำ - ป่า - กาแล็กซี เป็นหนังสือรวบรวมบทบรรณาธิการของสารคดีนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๔๖ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เห็นจะหนักไปทางเรื่องราวของป่าไม้และเขื่อนเป็นหลัก มีบ้างบางช่วงที่เอ่ยถึงบุคคลสำคัญและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือของเมืองย่อมยังผลกระทบเข้ามาสู่ป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    ฉบับที่ ๗๐/ ธันวาคม ๒๕๓๓ / สนามกอล์ฟ ๑,๐๐๐ ไร่ ใช้น้ำวันละ ๓,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ในการทำหญ้าให้เขียวขจี ในขณะที่ชาวนาใช้น้ำเพื่อปลูกข้าวให้เรากินเพียงบางฤดูกาลเท่านั้น แต่สนามกอล์ฟใช้น้ำทุกวัน (ประมาณกันว่าประเทศไทยต้องการสนามกอล์ฟถึงพันกว่าแห่งเพื่อรองรับนักกอล์ฟทั้งไทยและเทศ ซึ่งสนามกอล์ฟหนึ่งแห่งให้พื้นที่ประมาณพันไร่)

    ฉบับที่ ๒๔/ มีนาคม ๒๕๓๖ / สนามกอล์ฟขนาดสิบแปดหลุม มีพื้นที่ประมาณหนึ่งพันสองร้อยไร่ ใช้น้ำรดสนามหญ้าและพื้นที่อื่นๆวันละ ๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ปีหนึ่ง ๆ ใช้ ๑.๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ทั่วทั้งประเทศมีสนามกอล์ฟประมาณสองร้อยแห่ง ดังนั้นสนามกอล์ฟทั่วประเทศจึงใช้น้ำถึงปีละ ๓๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร (สนามกอล์ฟร้อยละเก้าสิบไม่สามารถกักเก็บน้ำได้พอสำหรับสนามตัวเอง อ้าว? แล้วเขาเอาน้ำจากไหนละ รายการจุดเปลี่ยนช่วยด้วยขอรับมีคนขโมยน้ำชาวนา)

    ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้น้ำเท่านั้น การใช้ไฟฟ้าหรือกระดาษที่เกินความจำเป็นก็ส่งผลกระเทือนให้กับเจ้าป่าเจ้าเขาไม่แพ้กัน หากท่านเคยเป็นผู้หนึ่งที่ชอบหยิบเอกสารแจกหรือรับเอกสารแจกทั้งหลายที่มีคนมายืนแจก หยิบมาดูผ่าน ๆ เดินห่างจากจุดเกิดเหตุมาไม่กี่ก้าวแล้วก็หย่อนกระดาษอายุการใช้งานสั้นนั้นลงถังขยะ อย่างไม่แยแสแล้วละก็โปรดทราบไว้ว่า

    ฉบับที่ ๘๖/ เมษายน ๒๕๓๕ / ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า การผลิตกระดาษหนึ่งตันต้องใช้ต้นไม้ถึง ๑๗ ต้น ใช้กระแสไฟฟ้า ๔,๑๐๐ กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมัน ๓๑,๕๐๐ ลิตร และปล่อยคลอรีนเป็นของเสียอีกไม่น้อยกว่า ๗ กิโลกรัม (อ่า..ชั่วโมงละ ๗ กิโลกรัมเชียว)
    ฉบับที่ ๗๗/ กรกฏาคม ๒๕๓๔ / มนุษย์อย่างพวกเราเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ระบายความทุกข์เสียจริง ๆ มีการสำรวจพบว่าคนเมืองกรุงใช้น้ำเฉลี่ยวันละ ๒๐๐ ลิตร ตั้งแต่ อาบ ซักผ้า ขับถ่าย และใช้ในครัว (ส่วนพวกที่อาศัยคอนโดมิเนียมใช้มากถึงวันละ ๕๖๐ลิตร) คิดเสียว่ามีประชากรในกรุง ๘ ล้านคนแสดงว่าวันหนึ่งเราปล่อยน้ำเสียลงน้ำถึงวันละ ๑,๖๐๐ ล้านลิตร

    ฉบับที่ ๗๒/ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ /เราสร้างศูนย์การค้ามากมายหลายแห่งโดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศนับไม่ถ้วน เพื่อให้เราได้เดินช็อปปิ้งได้อย่างสบาย แต่เราหารู้ไม่ว่า ศูนย์การค้าที่สร้างขึ้นมาแต่ละหลังกินไฟประมาณ ๘-๑๐ เมกะวัตต์ หากสร้างสักแปดแห่ง เราต้องสร้างเขื่อนแก่งกรุงขึ้นอีกหนึ่งเขื่อน ที่กำลังผลิตไฟฟ้าขนาด ๘๐ เมกะวัตต์ เรามีสถานช็อปปิ้ง เดินเล่น กินอาหารเพิ่มขึ้นประมาณแปดแห่ง โดยแลกกับพื้นที่ป่าดงดิบที่ถูกทำลายจมใต้น้ำ ๒๕,๐๐๐ ไร่ และต้นไม้ต้องตายไปกว่า ๒๐๐ ล้านต้น ไม่รวมสัตว์ป่าอีกมากมายที่ต้องล้มตายลงอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่เพื่อเขื่อนที่จะมาผลิตไฟฟ้าให้เราได้สุขสบายกัน

    เมื่อว่ากันตามนี้แล้วเนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้จึงมิได้เป็นเพียงการรายงานสถานการณ์ว่า ตอนนี้เดี๋ยวนี้สภาพป่าไม้ที่เหลืออยู่เป็นเช่นไร ในขณะเดียวกันนั้นคุณวันชัยผู้เขียนยังพยามอย่างยิ่งที่จะโยงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องระหว่างพฤติกรรมของคนเมืองที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ให้ผู้อ่านได้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนทำให้ป่าไม้เปลี่ยนไป ได้เกิดสำนึกขึ้นได้ว่าตัวเองจะทำสิ่งใดได้บ้างให้ป่าไม้ดีขึ้น

    จากนี้เราลองมาดูสิ่งที่เราสูญเสียไปและอะไรเกิดขึ้นบ้างกับกลุ่มคนที่คอยพิทักษ์ป่าไม้ ในช่วง ๑๔ ปีในเนื้อหาของหนังสือ

    ฉบับที่ ๖๗/ กันยายน ๒๕๓๓ / ๑ กันยายน ๒๕๓๓ วันที่ สืบ จากไป สัตว์ป่าเมืองไทยพากันสะอื้นไห้ราวกับกำพร้าพ่อที่เคบปกป้องชีวิตของพวกมัน
    ฉบับที่ ๗๕/ พฤษภาคม ๒๕๓๔ / กลางดึกของคืนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๒ อาวุธสงครามนานาชนิดของคนใจบาป ตั้งแต่ปืน ค. เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม.๑๖ และปืนอาก้า ก็ระดมยิงเข้าใส่ธุดงสถานธรรมจิต ที่ป่าดงใหญ่ ขณะที่หลวงพ่อประจักษ์กำลังจำวัดอยู่

    ฉบับที่ ๑๓๑/ มกราคม ๒๕๓๙ / นายปั่น เป็นหัวหน้าคนงานประจำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้างจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๓ และเมื่อเวลา ๐๙.๐๐ น. ของวันที่ ๖ พฤศจิกายนที่ผ่านมาขณะที่นายปั่นขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านพักเพื่อไปทำงานในเขตฯ ก็ถูกคนร้ายรอบยิงจนถึงแก่ความตาย

    วสันต์ แสงอาวุธ เจ้าพนักงานป่าไม้ที่ถูกยิงตายคาบ้านพักในเขตอำเภอท่าปลาจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา วสันต์ถูกคนร้ายยิงเพราะไม่อนุญาตให้นำไม้เถือนออกจากป่า

    ฉบับที่ ๑๓๖/ มิถุนายน ๒๕๓๙ / นายเสริฐ พรรณา เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่ง ณ อุทยานแห่งชาติเขาหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าจับกุมชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่ป่า ปรากฏว่าญาติของผู้ต้องหาไม่พอใจนายเสริฐที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา จึงบันดาลโทสะใช้ปืนลูกซองยิงเข้ากลางหลังนายเสริฐตายคาที่

    วันต่อมาผมไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ป่าถึง ๗๒๒,๐๙๖ ไร่ และมีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาสก อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง เขตรักษาพันธุ์สัตว์คลองนาคา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยัง รวมแล้วมีพื้นที่สองล้านกว่าไร่ ถือเป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดในภาคใต้ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ หลังจากที่พื้นที่ป่าบางส่วนถูกนำไปทำอ่างเก็บน้ำของเขื่อนเชี่ยวหลาน

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายอรุณ สุขเหลือง เจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่งถูกคนร้ายดักยิงด้วยปืนลูกซองตายคาที่ขณะขี่จักรยานยนต์ไปทำงาน เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า นายอรุณเคยถูกขู่ฆ่าหลายครั้งแล้ว แต่นายอรุณยังออกตรวจป่าทุกวัน ในที่สุดก็ได้รับกระสุนปืนเป็นรางวัลสำหรับงานรับจ้างเฝ้าป่า

    ฉบับที่ ๑๕๐/ สิงหาคม ๒๕๔๐ / กลางดึกวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ เสียงปืนหนึ่งนัดดังขึ้นในห้องทำงานของป่าไม้อำเภอสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา รุ่งเช้าตำรวจพบร่างอันไร้วิญญาณของ คุณสิริภัทร นันทะวงษ์ สภาพศพมีรอยกระสุนเข้าที่ขมับขวาทะลุขมับซ้าย มือขวายังกำปืนขนาด .๓๕๗ ไว้แน่น

    เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปะทะกับผู้คุมการตัดไม้ เจ้าหน้าที่พบว่าอาวุธปืนเอ็มสิบหกที่ยึดได้มานั้นเป็นอาวุธของทางราชการ ในการประชุมหลายครั้งสิริภัทรเคยแสดงความหนักใจที่เจ้าหน้าที่ร่วมขบวนกับกลุ่มต่าง ๆ บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อจับจองการเป็นกรรมสิทธิ์ โดยหวังจะได้ สปก.๔-๙๘ คนในพื้นที่รู้ดีว่า อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอำเภอนี้เป็นนายหน้าเล่นที่ดินให้นักการเมืองชื่อดัง

    คุณมาลี นันทะวงษ์ ภรรยาผู้ตายเล่าว่า ก่อนตายสิริภัทรบ่นเรื่องงานให้ฟังหลายครั้งทำนองว่า “จะให้พี่ทำแบบนี้ พี่ทำไม่ได้หรอก”

    ไม่มีใครรู้ว่าสิริภัทรถูกบีบบังคับด้วยเรื่องอะไร

    ห่างไกลจากเมืองหลวงไปนั้น ไม่ทราบว่ามีอีกกี่ชีวิตที่กำลังดับลงและกี่ครอบครัวที่เสียน้ำตาให้กับผู้พิทักษ์ป่า ในขณะเดียวกันที่คนเมืองกำลังร้ำให้โอดครวญถึงใครบางคนที่กำลังจะต้องก้าวออกจากบ้านอะคาเดมี แฟนตาเชีย ((สาธุ..เมืองไทย))

    ตลอดระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมาบ้านเมือง, คน, โลก เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่สามารถรู้สึกได้เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ และยิ่งรู้สึกสะท้อนใจเข้าไปอีกเมื่อลองนึกถึงสภาวการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จนถึงปี ๒๕๕๐ นี้ มีหลายอย่างดีขึ้นในแง่ที่ว่าคนเราเริ่มรู้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นใกล้ตัวเกินกว่าที่จะวางเฉย ส่วนหนึ่งได้รับผลบุญมาจากภาวะโลกร้อนที่คนทั่วทั้งโลกออกมาแสดงจุดยืนและเร่งหาหนทางป้องกันอย่างเป็นวาระของโลกก็นะ กระแสเขาแรงจริง ๆ แต่ในวาบหนึ่งของความคิดก็เกรงว่า เรื่องของป่าไม้จะไม่ต่างอะไรกับ ถุงยางอนามัย หรือ พระไตรปิฎก เหมือนกันยังไงหรือขอรับ??? ก็เพราะว่าทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่ดีแต่เราก็ยังไม่สนใจนะสิขอรับ

    ฉบับที่ ๑๕๓/ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ / เมื่อเร็วนี้ มีข่าวเล็ก ๆ ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า กรมป่าไม้มีแนวความคิดที่จะดำเนินการปรับปรุง “ร่างระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาติให้เอกชนเข้าไปดำเนินกิจการท่องเที่ยวและพักอาศัยในอุทยานแห่งชาติ”
    กรมป่าไม้ให้เหตุผลว่า หากมีการแก้กฏระเบียบเพื่อให้เอกชนสามารถเช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ก็จะช่วยยุติปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯได้ และยังทำให้กรมป่าไม้มีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่อุทยานฯอีกด้วย

    แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมีอายุมากพอดู (พิมพ์เมื่อปี ๒๕๔๖) แต่เรื่องราวเหล่านี้นับว่าไม่เก่าเลยแถมยังเป็นเรื่องใกล้ตัวเสียอีก และนอกจากจะมีเรื่อราวการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้แล้ว ก็ยังมีเรื่องราวของบุคคลสำคัญ ๆ ของเมืองไทยและต่างประเทศ เป็นประวัติและเรื่องราวโดยสังเขปที่สามารถเรียนรู้ศึกษาเพื่ออ้างอิงงานเขียนได้เป็นอย่างดี

    เมื่ออ่านจบหน้าสุดท้ายแล้วย้อนดูปกหลังของหนังสือ ข้าพเจ้าต้องชูสองมือขึ้นเพื่อแสดงประชามติ เพราะเห็นด้วยกับคำนิยมของ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งสำนักพิมพ์ OPEN จริง ๆ

    งานเขียนของคุณวันชัยนอกจากจะครบถ้วนด้วยข้อมูลที่หนักแน่น การลำดับเรื่องที่เข้าใจง่าย และทัศนะที่ชัดเจนแล้ว จำนวนไม่น้อยสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้อ่านในขณะเดียวกับงานประพันธ์ชั้นดี บทบรรณาธิการของคุณวันชัยจึงถึงพร้อมซึ่ง ความจริง ความดี และ ความงาม ตามแบบฉบับ ซึ่งไม่เฉพาะบทบรรณาธิการที่ดีเท่านั้น แต่งานเขียนที่ดีควรจะเป็น
    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา-บรรณาธิการ

    สุดท้ายแล้วหวังว่าเรื่องราวของ คน เขื่อน น้ำ ป่า กาแล็กซี จะช่วยสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยในด้านพฤติกรรมและความคิด และท้ายสุดจริง ๆ แล้ว ข้าพเจ้าขอแสดงความคารวะต่อผู้พิทักษ์ป่าผู้จากไปพร้อมเสียงปืนทุกนามว่า

    “ผู้ที่หว่านเมล็ดแห่งคุณธรรม จะได้เก็บเกี่ยวความเคารพนับถือ”
    ลีโอนาร์โด ดาวินชี

    ด้วยจิตคารวะเช่นเคยขอรับ

    Posted by: bookblogstorage | June 17, 2007

    bookreview :คัมภีร์รากผัก

    คัมภีร์รากผัก : หงยิ่งหมิง(ประพันธ์)
    วิทยา โสภณดิเรกรัตน์ (แปล)
    สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ..

    ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยชื่นชอบแนวคิดการสอนแบบภูมิปัญญาตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นนิทานจีน นิยายกำลังภายใน ซึ่งแน่นอนว่าหากมองให้ลึกแล้ว นิยายกำลังภายในหรือนิทานจีนเหล่านั้นย่อมมีฐานมีรากมาจากที่เดียวกัน ใช้แล้วครับทุกอย่างย่อมมีราก

    ..

    เนื้อหาทั้งหมด300กว่าหน้า ต่อหน้าต่อหนึ่งเรื่อง เป็นเรื่องสั่นๆง่ายๆเข้าใจไม่ยาก หากใจกว้างพอ หากท่านผู้อ่านเคยผ่านตาหนังสือ “สายธารแห่งปัญญา” ย่อมสามารถดื่มด่ำล้ำลึกกับความหอมหวานของรากผักนี้ได้เป็นอย่างดี

    ..

    Posted by: bookblogstorage | May 23, 2007

    เล่าเรื่อง : the old man and the sea

    เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดครับ เดินทางไปกลับหนึ่งวันเล่นเอาเพลียแทบสลบ กลับมาหลับเป็นตาย (อ่อ..แต่ยังไม่ตาย) เมื่อวันจันทร์คล้ายๆมีประโยคหนึ่งแว่วเข้าหู

    “มนุษย์นั้นถูกทำลายได้ แต่แพ้ไม่ได้”

    ประโยคคลาสสิกที่หลายๆคนชอบยกขึ้นมาพูด ประโยคนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เฒ่าผจญทะเล” งานเขียนรางวัลโนเบลปี๑๙๕๔ ของปาป้าเออเนส เฮมิงเวย์ ช่างบังเอิญที่ผมเองก็เพิ่งอ่านจบไปเมื่อไม่นานเช่นกัน อารมณ์ที่ได้จากการอ่านยังคงอุ่นๆกรุ่นๆอยู่เลย อากาศตอนนี้เย็นๆชื้นอยู่ด้วย เอาเป็นว่ารับเรื่องราวอุ่นๆไปอ่านเสียสักเรื่องเป็นไร

    [อ่านต่อ...]




    ขอบคุณรูปภาพจาก http://ipanema.egloos.com

    เรียนท่านมารดำที่เสมอต้นเสมอปลาย

    ข้าพเจ้าอู้ส่งจดหมายท่านมาสองวันเต็มต้องขออภัยอย่างยิ่ง อาจเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยข้าพเจ้าเลยพลอยฟ้าพลอยฝนแอบอู้งาน(ว่าไปนั่น)

    อ่านเรื่องที่ท่านเล่าแล้วให้นึกถึงประโยคๆหนึ่งที่นักกอฟบ้านเราเคยพูดออกโฆษณาทีวี อะไรประมาณว่า “แม้จะไม่ถึงดวงจันทร์แต่ก็ได้อยู่ท่ามกลางดวงดาว” อ่า… นกที่บินเข้าหาดวงจันทร์แล้วเวลามันเหนื่อยมันจะเกาะอะไรละครับเนี้ย สงสัยต้องไปหามาอ่านซะแล้ว

    หนังสือมากมายที่ตั้งประเด็นเรื่องการ”แสวงหา” เป็นการเล่าเรื่อง เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเอ่ยถึงต่อไปนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการแสวงหาคำตอบของชีวิตในอีกแบบหนึ่ง เป็นคำตอบที่เกิดจากคำถามที่ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตคืออะไร สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรหนอชีวิต

    ผู้ที่ออกแสวงหาผู้นี้ที่ข้าพเจ้าจะเอ่ยไม่ได้เป็นนก แต่เป็นคน เป็นคนที่ช่างสงสัยต่อโลกต่อชีวิตจนเหลือเกิน

    สิทธารถะ : siddhartha : นิยายเชิงปรัชญาของนักเขียนรางวัลโนเบล
    เฮอร์มานน์ เฮสเส : ผู้เขียน
    สำนักพิมพ์ : สร้างสรรค์บุ๊คส์
    ๑๔๘ หน้า ในราคา ๑๐๐ บาท

    สิทธารถะเป็นเรื่องของพราหมณ์หนุ่มรูปงามนามคล้ายกับองค์พระพุทธเจ้า เป็นนิยายอิงพุทธประวัติคลอเหตุการณ์กันไป การเดินเรื่องราวราบเรียบและตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อน ไม่ต้องนอนตะแคงอ่าน ลำดับเรื่องราวเรียงจาก ๑ ไปหา ๑๐ เป็นลำดับไม่ซับซ้อนซ่อนปม มีคติให้ขบคิดตลอดรายทาง ไม่อาร์ทแน่นอนขอรับ…

    [อ่านต่อ...]

    ถึงท่านมารขาวที่เคารพ

    สวัสดีวันฝนพรำค่ะท่าน ข้าพเจ้าชื่นชอบบรรยากาศแบบนี้มาก โดยเฉพาะวันที่ไม่ต้องออกไปไหนอย่างเช่นในวันนี้ แต่พรุ่งนี้หากยังตกอยู่แบบนี้เห็นทีจะขอเปลี่ยนใจไม่ชอบแล้วล่ะ เพราะมีโปรแกรมว่าจะซักผ้าเสียหน่อย ((เอาแต่ใจเล็ก ๆ น่ะ .. อิอิ))

    หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะอ่าน “นกดวงจันทร์” ให้ละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ว่าแล้วก็ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนอนหนังสือชั้นเลวเสียจริง ๆ ค่ะ น่าละอายใจยิ่งนัก แต่ถึงเวลานี้ก็จะนั่งเล่าตามที่ได้ตกปากรับคำไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนนะคะ

    นวนิยายขนาดสั้น : นกดวงจันทร์
    ผู้แต่ง : อภิชาติ เพชรลีลา

    หนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าได้รับจาก “บริษัทอมรินทร์” เมื่อ 3 ปีก่อนค่ะ เค้าส่งมาตอบแทนที่ข้าพเจ้ามีน้ำจิตน้ำใจตอบแบบสอบถามกลับให้สำนักพิมพ์ไป หลังจากได้รับมาเมื่อวันนั้นก็ถูกเก็บขึ้นชั้นและเพิ่งมีโอกาสได้จับมาเปิดอ่านเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

    เค้าพูดถึง “นกปีกหัก ของ คาริล ยิบราน” ท่านรู้จักไหมคะ ?
    แล้วก็พูดถึง “นกไม่มีขา ของ หว่อง คาไว” ท่านรู้จักไหมคะ ?

    ถ้าไม่รู้จักก็อ่านต่อได้ค่ะ แต่ถ้าอยากรู้จักคงต้องทำการบ้าน หาอ่านเองต่อไป .. อ่านแล้วเขียนมาเล่าสู่กันอ่านด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าเลยค่ะ

    จากบทนำของผู้เขียน

    “.. นกดวงจันทร์มันซุกตัวหลบแสงอาทิตย์เวลากลางวัน แม้แต่ขนบางบนปีกก็พยายามไม่ให้ไหวติง เพื่อออมเรี่ยวแรงไว้ออกบินในยามค่ำคืน บ่ายหน้าตรงเข้าสู่ดวงจันทร์ หวังไว้ว่าสักวันจะบรรลุถึงแสงนวลนั้น วันแล้ววันเล่า ..

    [อ่านต่อ...]

    เรียนมารขาวที่เคารพ

    อ่านจดหมายเล่าเรื่อง “เล่นกับโลกไกลบ้าน” จากท่านแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และตัวอักษรงดงามของคุณกิจการ ช่วยชูวงศ์ นามปากกาในหมู่บ้านว่า Raintree ยังโลดแล่นอยู่ที่นี่สว่างวาบขึ้นมาในความคิด

    อา .. ว่าแล้วก็ยิ่งคิดถึง ..

    เอาละ เข้าเรื่อง ๆ ..

    Ha Jung Boy , summer fast song ..
    (( ชื่อภาษาไทยว่า เพลงรักในผายลมร้อน ))
    Story by : ว.แหวน ..
    Illustrated by : Mui ..
    สำนักพิมพ์ : ใยไหม ..

    หน้าปกเป็นภาพวาดชายหนุ่ม ที่คาดว่าหน้าตาจะหล่อเหลาเอาการ กับสุนัขไม่ทราบสายพันธุ์ยืนน้ำตาไหลพรากในเครื่องแต่งกายไม่ไม่น่าหมายปองเอามาสวมใส่ในบ้านเรานัก มีคำโปรยที่หน้าปกว่า “เมื่อความรักที่รอคอยเดินทางมาถึง … เขาจะจัดการกับชีวิตอย่างไร ? หนึ่งหญิง หนึ่งชาย หนึ่งสุนัข กับความรักที่มาพร้อมความร้อน ฮา และหน้าด้าน”

    .. ท่านรู้จัก Boy ไหมคะ ? ..
    .. รู้จักเจ้าจุ่นไหมคะ ? ..

    [อ่านต่อ...]

    เล่นกับโลกไกลบ้าน : สารคดีลำดับที่๔๑
    กิจการ ช่วยชูวงศ์ : ผู้เขียน
    ๒๐๙ หน้าในราคา ๑๘๕ บาท

    เล่นกับโลกไกลบ้านนั้นเป็นงานเขียนสารคดีเชิงบันทึก จะว่าคล้ายสารคดีท่องเที่ยวก็เรียกได้เหมือนกัน เพราะผู้เขียนพาเราเดินทางไปด้วยกันกับสายตาและความคิด เป็นความเรียงประกอบภาพถ่ายที่สวยงาม ที่ข้าพเจ้าชอบเล่มนี้เพราะภาษาที่ใช้ง่ายและงดงาม ภาพและเรื่องราวในหนังสือนี้เกิดขึ้นที่เมือง บริสตอล ประเทศอังกฤษ บรรยากาศเย็นๆชื้นๆ

    เนื่องจากภูมิประเทศและอากาศทำให้เป็นเช่นนั้น ภาษาการเล่าเรื่องจึงชวนดับร้อนได้ดีนักเชียว รวมถึงมุมมองความคิดในการมองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างเป็นมิตรและงดงามเสมอ แม้ในสิ่งเล็กน้อยก็ยังสามารถค้นหาความงามที่ยิ่งใหญ่จากในนั้นได้ ราวกับว่าโลกนี้จะสวยงามหรือเลวร้ายนั้นเพียงขึ้นอยู่กับจุดที่เรายืนมอง และจุดที่เราคิดจริงๆ…

    [อ่านต่อ...]

    Older Posts »

    Categories